แปลงต้นแบบภายในศูนย์ฯ

 1.1 แปลงต้นแบบการปลูกไม้ผล

       สภาพโดยรวม แปลงไม้ผลมีพื้นที่ 12.5 ไร่ มีไม้ผล 13 ชนิด สภาพเป็นดินร่วนปนทราย มีธาตุอาหารและอินทรีย์วัตถุต่ำ (ตามค่าวิเคราะห์ดินปี 2556) จึงได้จัดทำปุ๋ยหมัก/น้ำหมักและจัดซื้อปุ๋ยคอก/แกลบดิบ มาปรับปรุง         ส่วนปัญหาหลักคือเรื่องน้ำ ซึ่งเกี่ยวกับระบบ ให้น้ำ เดิมเป็นมินิสปริงเกลอร์ เก่าและชำรุด และแหล่งส่งน้ำคลองไม่สม่ำเสมอ มีผลต่อผลผลิตโดยตรง ซึ่งจะได้แก้ไขในระยะต่อไป ส่วนการกำจัดวัชพืช ได้ใช้ด้วยการตัดด้วยเครื่องเดือนละ 1-2 ครั้ง

การปฏิบัติ/จัดการพืชที่สำคัญ ดังนี้

          1. ลิ้นจี่ พันธุ์นครพนม1 จำนวน 1 ไร่ ระยะปลูก 8x10 เมตร จำนวน 20 ต้น (นอกแปลง 2 ต้น รวม 22 ต้น)    อายุ 17 ปี ตัดแต่งกิ่งเก่าแบบ 100% (ทำสาว) 10 ต้น อีก 12 ต้น ตัดแต่ง 30 - 40% (แต่งทรงพุ่ม) เริ่มออกดอกติดผลวันที่ 25 ม.ค. - 10 ก.พ. 57 (เฉพาะต้นที่แต่งทรงพุ่ม) การติดผลค่อนข้างดี เริ่มมีผลร่วงบ้าง 10 - 15% ขนาดประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เซนติเมตร

          การดูแลรักษา

1. การใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง

                   - เดือน ต.ค. 56 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 อัตรา 2 - 2.5 กก./ต้น ปุ๋ยคอก 13 กก./ต้น วิธีการใส่คือ กวาดใบเก่ารอบทรงพุ่มกองไว้ แล้วหว่านปุ๋ยเคมีให้ทั่ว หว่านปุ๋ยคอกและแกลบดิน แล้วกลบด้วยเศษใบแห้ง

                   - เดือน ก.พ. 57 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 2 - 2.5 กก./ต้น โดยกวาดแกลบและใบไม้กลบคืน (รากลิ้นจี่ลอยขึ้นกินปุ๋ยเดิม)

2. การป้องกันแมลง/โรค เริ่มพ่นสารเคมีกลางเดือน ม.ค. 57 14 วัน/ครั้ง ผสมยาฆ่าแมลง + โรค พร้อมกัน

                   - แมลง สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ คาร์โบซัลแฟน (CARBOSULFAN) อิมอดาคลอพริต (EMIDACROPID) และอะบาเม็กติน (ABAMECTIN) อัตราตามฉลากกำกับ ใช้สลับครั้งละชนิด

                   - โรค สารเคมีที่ใช้ ได้แก่ คาร์เบนดาซิม (CARBENDAZIM) แมนโคเซป (MANCOCEB)  และคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (COPPERHYDROD) สลับกันอัตราตามฉลาก

                   - สารเสริมอื่นๆ เช่น น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยบำรุงต้น/ฮอร์โมน NAA และน้ำหมัก

2. มังคุด จำนวน 1 ไร่ ระยะปลูก 8x8 เมตร จำนวน 25 ต้น อายุ 13 ปี (มีส้มโอปลูกระหว่างต้น จำนวนแถวละ 4 ต้น) เริ่มออกดอกติดผล 25 ม.ค. 57 และทยอยออกดอกติดผลจนถึง 18 มี.ค. 57 จึงทำให้มีหลายขนาด

           การดูแลรักษา

                   1. การใส่ปุ๋ย

                   - ต.ค. 56 ใส่ปุ๋ยสูตร 25-7-7 อัตรา1-1.5 กก./ต้น ปุ๋ยคอก 10-12 กก/ต้น แกลบดิน              8-10 กก./ต้น วิธีการใส่ปุ๋ย โดยถากดินรอบๆทรงพุ่มลึก 4-5 นิ้ว กว้าง 15-20 นิ้ว 2 ร่อง ห่างกัน 1 เมตร และ 2 เมตร      โรยปุ๋ยเคมี/ปุ๋ยคอก กลบด้วยแกลบดิน

          2. การป้องกันโรคแมลง พ่นสารเคมีและอื่นๆ เช่นเดียวกับลิ้นจี่

                   ** หมายเหตุ การพ่นสารเคมีชุดนี้ ใช้กับลิ้นจี่ มังคุด ส้มโอ และมะม่วงเพราะการออกดอกติดผลเป็นช่วงเวลาเดียวกัน

           3. มะม่วง มีหลายพันธุ์ มีการดูแลรักษาต่างกันเล็กน้อย ดังนี้

               3.1 พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1 ไร่ ระยะปลูก 8x8 เมตร จำนวน 25 ต้น อายุ 17 ปี เริ่มออกดอกติดผลประมาณวันที่ 5 ก.พ. 57 และห่อผลเดือน มี.ค. 57 ห่อแล้ว 1,175 ผล ร่วงค่อนข้างมาก เนื่องจากอากาศร้อนแห้ง ให้ย้ำแบบปล่อยตามพื้นและวางสายยางเป็นจุดให้ทั่วถึง

           การดูแลรักษา

                   1. การใส่ปุ๋ย

                   - เดือน พ.ย. 56 ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 2-3 กก./ต้น ปุ๋ยคอก 20-25 กก./ต้น โดยขุดรอบทรงพุ่มเป็นจุดๆ ต้นละ 20-25 จุด โรยปุ๋ยแล้วกลบด้วยปุ๋ยคอก

                   - เดือน มี.ค. 57 ใส่ปุ๋ยสูตร 10-10-20 โดยใช้วิธีเดิม แต่ใช้ปุ๋ยหมักกลบแทน

                   2. การป้องกันโรคแมลงและอื่นๆ ใช้สารเคมีชุดเดียวกันกับลิ้นจี่ มังคุด ที่เน้นหนักคือการป้องกันแมลงวันทอง โดยการห่อผลด้วยถุงกระดาษสำเร็จรูป

              3.2 มะม่วงขยายพันธุ์/สาธิต 4 พันธุ์ พื้นที่ 1 ไร่ พันธุ์ละ 10 ต้น  ระยะปลูก 4x8 เมตร รวม 40 ต้น ได้แก่พันธุ์โชคอนันต์ พันธุ์มหาชนก พันธุ์ R2E2 และพันธุ์เขียวเมืองย่า

                   การดูแลรักษา

                   1. การใส่ปุ๋ย

                   - เดือน ต.ค. 56 ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 0.5-0.7 กก./ต้น โดยทำแนวรอบทรงพุ่ม โรยปุ๋ย แล้วโรยปุ๋ยคอกกลบ อัตรา 5-7 กก./ต้น

                   - เดือน ม.ค. 57 ใส่ปุ๋ยสูตร 10-10-20 อัตรา 0.5-0.7 กก./ต้น วิธีการคล้ายครั้งก่อน

                   2. การป้องกันกำจัดโรคแมลงและอื่นๆ ใช้สารเคมีและอื่นๆ เหมือนมะม่วงน้ำดอกไม้

           4. เงาะโรงเรียน จำนวน 1 ไร่ ระยะปลูก 8x8 เมตร จำนวน 25 ต้น อายุ 17 ปี ตัดแต่งกิ่งช่วงเดือน ต.ค. 56 เริ่มออกดอกต้นเดือน มี.ค. 57

                   1. การใส่ปุ๋ย

                   - เดือน ต.ค. 56 ใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 2-2.5 กก./ต้น ปุ๋ยคอก 15-20 กก./ต้น  วิธีการใส่ปุ๋ย โดยการกวาดใบออก หว่านปุ๋ยเคมีรอบทรงพุ่ม หว่านปุ๋ยคอก ตามด้วยแกลบ แล้วกวาดใบไม้กลบ

                   - เดือน ก.พ. 57 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1-1.5 กก./ต้น หว่านปุ๋ยแล้วใช้จอบสับกลบ

                   2. การป้องกันกำจัดโรคแมลงและอื่นๆ พ่นยาเคมีและส่วนผสมเหมือนลิ้นจี่ มะม่วง เริ่มพ่นเมื่อกลางเดือน ก.พ. 57 และพ่นทุก 10-12 วัน/ครั้ง

   5. ส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวาและพันธุ์ทองดี มีพื้นที่ปลูกแปลงเดี่ยว 1 ไร่ ระยะปลูก 8×8 เมตร จำนวน 25 ต้น และปลูกแซมต้นมังคุด/เงาะ และผสมกับพืชอื่น 16 ต้น รวม 31 ต้น อายุระหว่าง 5-8 ปี มีการออกดอกติดผลตลอดปีแบบสลับต้น จึงดูแลเป็นพิเศษ

การดูแลรักษา 

ให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์

                   1.การใส่ปุ๋ยรอบทรงพุ่ม

- เดือนตุลาคม 56 ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1-1.5 ก.ก./ต้น  ปุ๋ยหมัก 10-12 ก.ก/ต้น

- เดือนมกราคม 57 ใส่สูตร 20-10-10 อัตรา 1-1.5 ก.ก./ต้น โรยแล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 10-12 ก.ก/ต้น

                   2. การป้องกันแมลงโรค โดยเฉพาะโรคแอนแทรกโนส,หนอนชอนใบ,ส่วนแมลงวันทอง ได้ใช้วิธีการใช้ถุงหิ้วพลาสติกใสห่อผล ส่วนการใช้สารเคมีและอื่นๆ ใช้เหมือนลิ้นจี่

   6. กระท้อนพันธุ์ปุยฝ้าย พื้นที่ 1.5 ไร่ ระยะปลูก 8×10 เมตร อายุ 17 ปี 20 ต้น อายุ 5 ปี 9 ต้น ตัดแต่ง 100% (ทำสาว) 10 ต้น เริ่มออกดอก 25 ก.พ.2557

การดูแลรักษา

                   เนื่องจากเป็นผลขนาดใหญ่และเป็นต้นไม่ประจำถิ่นมีความทนทานตามธรรมชาติจึงดูแลเฉพาะการกำจัดวัชพืช แต่หลังติดผลแล้วจึงจะให้ปุ๋ยเคมีและห่อผล

   7. ลำไย พันธุ์อีดอ พื้นที่ปลูก 1.50 ไร่ ระยะปลูก 8×8 ม. 32 ต้น ปลูกนอกแปลง 6 ต้น รวม 38 ต้น อายุ 4 ปี เริ่มออกดอก 28 ก.พ.57

การดูแลรักษา

ให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์และสายยางช่วยบางจุด ไม่มีการใช้สารเคมีอัดพ่น

- การใส่ปุ๋ย มีปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก/คอก/แกลบดิบ

                   - เดือน ต.ค 56 สูตร 20-10-10 อัตรา 0.5-08 ก.ก/ต้น ปุ๋ยหมัก 8-10 ก.ก/ต้น โดยถาก รอบทรงพุ่มหว่านปุ๋ยกลบด้วยปุ๋ยหมัก

                   - เดือนมกราคม 57 ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 0.5 ก.ก/ต้น ใช้แกลบดิบ อัตรา 15-8 ก.ก/ต้น กลบ

   8. กาแฟพันธุ์โรพัสต้า ปลูกแซมแถวลำไย ระยะ 2×2 ม. จำนวน 100 ต้น อายุ 4 ปี เริ่มออกดอกเดือน ธ.ค. 56 แต่ดอกร่วง บางต้นออกดอกเรื่อยแต่ติดผลน้อย

การดูแลรักษา

ให้น้ำโดยระบบมินิสปริงเกลอร์และสายยาง

- การใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยหมัก/คอกและแกลบดิบ

- เดือน ต.ค.56 ปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 0.3-0.5 ก.ก/ต้น โดยถากหน้าดินรอบทรงพุ่ม หว่านปุ๋ยแล้วกลบด้วยปุ๋ยหมัก อัตรา 5-7 ก.ก/ต้น

- เดือนมกราคม ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 0.3-0.5 ก.ก/ต้น วิธีการเหมือนลำไย

                   9. พืชอื่นๆ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน/ขนุน/มะกอกน้ำ/พุทรา/ฝรั่งและน้อยหน่า เป็นต้น ดูแลตามสภาพของพืชแต่ละชนิด                   

    1.2 แปลงต้นแบบการปลูกพืชไร่

ปีงบประมาณ 2556 ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการจัดทำแปลงปลูกอ้อยโรงงานพันธุ์ขอนแก่น 3 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร ปลูกวันที่ 15 มกราคม 2556 พื้นที่ 3 ไร่ และดูแลรักษาแปลงอ้อยปลูกเดิม (ตอ 2) ตัดแต่งไว้ตอวันที่ 19 เมษายน 2556 พื้นที่ 2 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกทั้งหมด 5 ไร่ ดูแลรักษา โดยใส่ปุ๋ยจำนวน 2 ครั้ง สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วงอ้อยอายุ 1 เดือน และ 6 เดือน ป้องกันกำจัดวัชพืช โดยฉีดพ่นด้วยสาร พาราควอต ไดคลอไรด์ อัตรา 300-500 ซีซีต่อน้ำ 60-80 ลิตรต่อไร่ ทิ้งช่วงห่างกัน 1-3 เดือนต่อครั้ง และพบการทำลายของหนอนกอลายจุดใหญ่หรือหนอนเจาะลำต้นอ้อย เพียงเล็กน้อย ช่วงอ้อยอายุ 5 เดือนจนถึงระยะการเก็บเกี่ยว ป้องกันกำจัดโดยตัดลำอ้อยที่มีการระบาดทิ้งและทำลายหนอนที่อยู่ภายใน (กรมวิชาการเกษตร,2545) ดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วบางส่วน ในเดือนมกราคม 2557 เป็นต้นมา โดยมีเกษตรกรมารับซื้ออ้อยเพื่อนำไปปลูกทำพันธุ์ ได้ผลผลิตทั้งหมด จำนวน 20,150 กิโลกรัม และเหลืออ้อยที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกประมาณ 2 ไร่ ซึ่งอยู่ในช่วงการดูแลรักษา        

ปีงบประมาณ 2557 ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการจัดทำแปลงปลูกอ้อยโรงงานพันธุ์ขอนแก่น 3 พื้นที่ 4 ไร่ 1 งาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำเป็นแปลงขยายผลอ้อย (ผลผลิตที่ ๒) ไว้สำหรับแจกจ่ายท่อนพันธุ์อ้อยที่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกร โดยมีเป้าหมายการผลิต จำนวน 100,000 ท่อน เพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษาดูงานสำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ และขยายผลสู่เกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ ปลูกเพื่อเสริมรายได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1.    การไถเตรียมดิน ไถเตรียมดิน จำนวน 2 ครั้ง ด้วยผาล 7 ลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 10-14 วัน เพื่อกำจัดวัชพืช และครั้งที่ 2 ไถพรวนดินเพื่อเตรียมแปลงปลูก พร้อมใส่ปุ๋ยคอก  (มูลโค) รองพื้นอัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ และโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่  ยกร่องลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 150-160 เซนติเมตร   

2.    การปลูก ดำเนินการปลูกวันที่ 14 มกราคม 2557 ใช้ท่อนพันธุ์อ้อยโรงงานพันธุ์ขอนแก่น 3 อายุ          8-10 เดือน โดยวางลำอ้อยเรียงต่อกันตามแนวร่องปลูก ให้โคนต้นและปลายยอดเกยซ้อนกัน ประมาณ     30-50 เซนติเมตร แล้วใช้มีดหรือจอบสับเป็นท่อน  ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วกลบดินหนาประมาณ 15-20 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์อ้อยประมาณ 600-800 ลำต่อไร่ และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืช          อะลาคลอร์ อัตรา 500-750 ซีซีต่อน้ำ 60-80 ลิตรต่อไร่ หลังปลูกทันทีขณะที่ดินมีความชื้น

3.    การดูแลรักษา เนื่องจากสภาพพื้นที่แห้งแล้งและให้น้ำไม่ได้จึงยังไม่มีการใส่ปุ๋ย ซึ่งจะเริ่มใส่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนและดินมีความชื้น ทั้งนี้ได้ทำการสำรวจอัตราการงอก และการเจริญเติบโตของอ้อยอย่างสม่ำเสมอ โดยพบว่าอ้อยแสดงอาการเป็นโรคใบขาว มีเชื้อไฟโทพลาสมาเป็นเชื้อสาเหตุ ซึ่งติดมากับท่อนพันธุ์ และมีเพลี้ยจั๊กจั่นสีน้ำตาลเป็นแมลงพาหะ ทั้งนี้พบจำนวนไม่มาก จึงทำการขุดออกและนำไปเผาทิ้ง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังต้นอื่น

4.    การป้องกันกำจัดวัชพืช หลังปลูก 1 เดือน กำจัดวัชพืชโดยใช้จอบถาก เนื่องจากมีวัชพืชขึ้นปกคลุมไม่มากทั้งนี้หากวัชพืชขึ้นปกคลุมมาก ฉีดพ่นด้วยสารพาราควอต ไดคลอไรด์ อัตรา 300-500 ซีซีต่อน้ำ 60-80 ลิตรต่อไร่ ทิ้งช่วงห่างกัน 1-3 เดือนต่อครั้ง

5.    การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ยังไม่พบการระบาด 

6.    การเก็บเกี่ยว อยู่ในช่วงการดูแลรักษา และอ้อยอายุได้ 2 เดือน 

 

2. อ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 และ พันธุ์สุพรรณบุรี 72 (ตอ 2)

แปลงอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 และ สุพรรณบุรี 72 พื้นที่ปลูก 1 ไร่ 1 งาน โดยทำการตัดแต่งเพื่อบำรุงรักษาไว้เป็นอ้อยตอ 2 วันที่ 28 มีนาคม 2556 ดูแลรักษา โดยใส่ปุ๋ยจำนวน 2 ครั้ง อ้อยอายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และอ้อยอายุ 6 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ ป้องกันกำจัดวัชพืช โดยฉีดพ่นด้วยสาร พาราควอต ไดคลอไรด์ อัตรา 300-500 ซีซีต่อน้ำ 60-80 ลิตรต่อไร่ ทิ้งช่วงห่างกัน 1-3 เดือนต่อครั้ง ไม่พบการระบาดของโรคและแมลง ดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตบางส่วน ในเดือนตุลาคม 2556 เป็นต้นมา โดยมีเกษตรกรมารับซื้ออ้อยเพื่อนำไปปลูกทำพันธุ์ และนำไปแปรรูปเป็นอ้อยคั้นน้ำสดเพื่อจำหน่าย พื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 300 ตารางเมตร ได้ผลผลิตจำนวน 1,950 กิโลกรัม คิดเป็นผลผลิตเฉลี่ย 9,251 กิโลกรัมต่อไร่ และเหลืออ้อยที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 1 ไร่ 100 ตารางเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการดูแลรักษา

3. แปลงต้นแบบการปลูกมันสำปะหลัง  ทำการปลูกในพื้นที่ 4.25 ไร่  พันธุ์ที่ใช้ปลูกคือ พันธุ์ระยอง 9  ระยอง 11  และ ระยอง 72 

การปลูก  ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ความยาว  30  เซนติเมตร โดยแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก  ยกร่องปลูก โดยใช้ระยะปลูก  0.80 X1.0  เมตร

การกำจัดวัชพืช  ฉีดยาคลุมวัชพืช หลังปลูกทันทีขณะที่ดินยังมีความชื้น และฉีดยาฆ่าหญ้าชนิดดูดซึม เมื่อมันสำปะหลังอายุได้  เดือน

การใส่ปุ๋ย  - ใส่ปุ๋ยคอกมูลไก่แกลบรองพื้นก่อนปลูก  อัตรา  500  กก./ไร่

                 -ใส่ปุ๋ยเคมี ครั้ง  ดังนี้ 

ครั้งที่ เมื่อมันสำปะหลังอายุได้  เดือน  โดยใช้ปุ๋ยสูตร  15-7-18  อัตรา   50  กก./ไร่

ครั้งที่ เมื่อมันสำปะหลังอายุได้  เดือน  โดยการผสมแม่ปุ๋ยใช้เอง  ดังนี้

ปุ๋ยสูตร  46-0-0  อัตรา   11  กก./ไร่

ปุ๋ยสูตร  18-46-0  อัตรา  18  กก./ไร่

ปุ๋ยสูตร  0-0-60   อัตรา   27  กก./ไร่

        ซึ่งการใช้แม่ปุ๋ยผสมตามอัตราส่วนดังกล่าว เทียบเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี สูตร  15-7-18  ในอัตรา 70 กก./ไร่ โดยได้ธาตุอาหารครบถ้วนและปริมาณธาตุอาหารในสูตรเข้มข้นกว่า

การเก็บเกี่ยว  มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต  ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ เก็บเกี่ยวเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2556  (อายุการเก็บเกี่ยว 11 เดือน)

-                   พันธุ์ระยอง 72  พื้นที่ปลูก 1 ไร่ ได้ผลผลิต  3.105 ตัน

-                   พันธุ์ระยอง พื้นที่ปลูก  งาน  ได้ผลผลิต 1.235  ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 2.47  ตันต่อไร่

ครั้งที่ เก็บเกี่ยวเมื่อเดือน เมษายน 2556  เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ  10  เดือน พันธุ์ที่ปลูกคือ

-                   พันธุ์ระยอง 72  พื้นที่ปลูก ไร่ ผลผลิต 6.935  ตัน ผลผลิตเฉลี่ย  3.47  ตันต่อไร่

-                   พันธุ์ระยอง 11  พื้นที่ปลูก งาน ผลผลิต 2.563  ตัน  ผลผลิตเฉลี่ย 3.42  ตันต่อไร่

การเก็บเกี่ยวทั้ง ครั้ง  มีพื้นที่รวม 4.25  ไร่ ได้ผลผลิตรวมทั้งสิ้น  13.838  ตัน หรือได้ผลผลิตเฉลี่ยเท่ากับ   3.26  ตัน/ไร่

 

   1.3. แปลงต้นแบบการปลูกยางพารา

1. การปลูกยางพารา มีพื้นที่ 9.5 ไร่ เริ่มปลูก 2539 พันธุ์ที่ปลูก RRIM600 ระยะปลูก 2.5 x 7 เมตร จำนวน 865 ต้น เปิดกรีดครั้งแรก 2 ก.ค.53 จำนวน 300 ต้น

          ปีงบประมาณ 2555 ใส่ปุ๋ยครั้งแรกเดือน พ.ค. สูตร 30-5-18 อัตรา 450 กรัม/ต้น ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 200 กก./ไร่/ปี และสูตร 19-9-19  ตามแบบของเกษตรกร อัตรา 450 กรัม/ต้น  เพื่อเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและตามแบบของเกษตรกร ใส่โดยวิธีโรยเป็นแถบสองข้างต้นยาง บริเวณทรงพุ่มของใบยางแล้วทำการกลบ เริ่มเปิดกรีด วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 จำนวน 450 ต้น พื้นที่ 5 ไร่

ปีงบประมาณ

ผลผลิตรวม

ผลผลิตเฉลี่ย

หมายเหตุ

2555

2865.5

573.1 กก./ไร่/ปี ( 8 เดือน )

มิถุนายน 55 - มกราคม 56

2556

3736

747 กก./ไร่/ปี (8 เดือน )

มิถุนายน 56 - มกราคม 57

 

ผลการทดสอบปุ๋ย ปี 2556

ผลผลิตรวมในพื้นที่ 2.5 ไร่               ผลผลิตเฉลี่ย

สูตร 30 – 5 – 18  (กรมวิชาการเกษตร)

สูตร 19 – 9 – 19  (ตามเกษตรกร)

2016                                     806.4                                                 

1720                             688

หมายเหตุ พื้นที่ 5 ไร่แบ่งเป็น 2 ส่วน = สูตรปุ๋ย 2.5 ไร่

                    หมายเหตุ พื้นที่ 5ไร่แบ่งใส่สูตรปุ๋ยละ 2.5 ไร่

2. การจัดทำแปลงกิ่งยาพันธุ์ดี

                    เริ่มปลูก เดือน พฤษภาคม 2553 พื้นที่ 21 ตารางเมตร โดยใช้ระยะปลูก 2x2 เมตร มีพันธุ์ดังนี้

                   RRIM600 = 10 ต้น

                   RRIT 251 = 10 ต้น

                   ฉะเชิงเทรา 50 = 10 ต้น

                   JVP 80 = 18 ต้น และปลูกพันธุ์ใหม่เดิม คือ RRIT 408 = 18 ต้น

3. การผลิตตอยางพารา ทำการติดตาได้แล้ว 500 ต้น  แบ่งเป็นพันธุ์ดังนี้

                   JVP 80    =  200 ต้น

                   RRIT 251 =  200 ต้น

                   RRIM 600 = 100 ต้น

          ปัญหาคือ สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมในการปลูกยางพารา ทำให้ยางพาราเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ มีผลทำให้การกรีดไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด

4. แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ซิรูเรียม ในพื้นที่ 1 ไร่ (กำลังเก็บผลผลิต)

          ปัญหาคือ สภาพพื้นที่ปลูกไม่เหมาะสม และไม่ได้ทำค้างให้ซิรูเลียมขึ้น

             1.4 แปลงต้นแบบการปลูกพืชอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ เน้นการใช้อินทรียวัตถุหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรม รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ให้เกิดประโยชน์       

พืชอินทรีย์ หมายถึง พืช หรือ ผลผลิตที่ได้จากพืช ในระบบการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้พืชที่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม (GMOs) โดยเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเอาวัสดุธรรมชาติมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลผลิตที่ได้จึงไม่มีสารพิษตกค้างและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ปีงบประมาณ 2556 ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการจัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ พื้นที่ 3 ไร่2 งาน แบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

แปลงไผ่ตง พื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน ปลูกเป็นไม้ใช้สอย และเก็บหน่อจำหน่ายในช่วงฤดูฝน ระยะปลูก 4x4 เมตร จำนวน 60 กอ ดูแลรักษาโดยการทำร่องน้ำรอบกอในช่วงฤดูแล้ง ให้น้ำโดยใช้สายยาง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง พร้อมใส่ปุ๋ยหมักจากเศษพืชที่ย่อยสลายแล้ว จำนวน 2 ครั้งต่อปี อัตรา 50 กิโลกรัมต่อกอ และกวาดใบไผ่คลุมรอบกอ และตัดแต่งหลังเก็บเกี่ยว 1 ครั้ง ให้เหลือ 4-5 ลำต่อกอ ได้ผลผลิต จำนวน 721.80 กิโลกรัมต่อปี 

แปลงพืชผัก 1 ไร่ ได้แก่ ชมจันทร์ กุยช่ายขาว กุยช่ายเขียว กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง พริกสด พริกไทยอ่อน ถั่วฝักยาว ถั่วพู ผักบุ้ง ผักคะน้าผักชี ผักสลัด ผักสลัดกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค สลัดคอส บัตเตอร์เฮท ผักกาดขาว ผักปลัง ผักหวานบ้าน บล็อคโคลี่ กะหล่ำปลีกะหล่ำดอก มะเขือยักษ์ มะเขือเทศ กระเพรา ผักกาดเขียวปลี ข่า ขจร ชะพลู มะละกอ แตงไทย ตะไคร้ ข้าวโพด มันสาคูขาว มันสาคูแดงมันมือเสือ มันมะพร้าว และ มันไข่ ไม้ผล ได้แก่ ชมพู่ 

พืชผักที่มีศักยภาพในการผลิตพืชอินทรีย์ ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง กุยช่ายขาว พริกไทยอ่อน ชมจันทร์ และ ดอกขจร (ตารางที่ 1) ผักบางชนิดมีศัตรูพืชรบกวนมาก เช่น ถั่วฝักยาว มีเพลี้ยอ่อนระบาดมากในช่วงติดฝัก คะน้ามีหนอนกระทู้ผักระบาด และกวางตุ้ง มีด้วงหมัดผักระบาดช่วงระยะต้นกล้า ดังนั้นเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการปลูกพืชอินทรีย์ต่างๆ ต้องเลือกปลูกพืชที่มีศัตรูรบกวนน้อย และปลูกพืชสลับหมุนเวียนตามฤดูกาล

ปัญหาและอุปสรรคในการผลิตพืชอินทรีย์

1 .วัชพืช ส่วนใหญ่ขึ้นภายในแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ เป็นวัชพืชจำพวกหญ้าแห้วหมู เนื่องจากการใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก ซึ่งอาจมีเมล็ดวัชพืชติดมาด้วย ส่งผลให้มีการแพร่กระจายของวัชพืชอย่างรวดเร็ว การป้องกันกำจัดใช้วิธีการขุดหัวใต้ดินออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการกำจัดและใช้แรงงานมาก ดังนั้นจึงได้ทดลองใช้พลาสติกดำคลุมแปลงก่อนมีการปลูกพืช โดยพบว่าสามารถควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างดี

2. แมลงศัตรูพืช ที่พบได้แก่ ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ผัก และเพลี้ยอ่อน ป้องกันกำจัดโดยใช้น้ำหมักสมุนไพร ตัวอย่างเช่น  

2.1 ใช้เมล็ดสะเดาแห้งบด จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หมักไว้ 1-2 วัน กรองกากออก 

          วิธีใช้ นำน้ำที่กรองได้ผสมน้ำสบู่ 1 ช้อนโต๊ะ พ่นทุก 7 วัน ป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน และด้วงหมัดผัก ซึ่งพบว่าสามารถป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการป้องกันกำจัดด้วงหมัดผัก พบว่ายังไม่สามารถป้องกันกำจัดได้ เนื่องจากอยู่ในช่วงที่มีการระบาดมาก และส่วนใหญ่จะระบาดในช่วงต้นกล้าอายุ 10-15 วัน

2.2 ใช้กระเทียม จำนวน 1 กิโลกรัม บดให้ละเอียด ผสมน้ำร้อน 4 ลิตรหมักไว้ 1-2 วัน กรองกากออก

วิธีใช้ นำน้ำที่กรองได้ผสมน้ำ 18 ลิตร และน้ำสบู่ 1 ช้อนโต๊ะ พ่นวันละ 2 ครั้ง ป้องกันกำจัด เพลี้ยอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          2.3 ใช้เชื้อ ไวรัส เอ็นพีวี จุลินทรีย์ป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นเชื้อไวรัสที่เข้าทำลายแมลงศัตรูพืชเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์ ในประเทศไทยจำแนกได้ทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่

                             2.3.1 ไวรัส เอ็นพีวี ของหนอนกระทู้หอม

                             2.3.2 ไวรัส เอ็นพีวี ของหนอนกระทู้ผัก

                             2.3.3 ไวรัส เอ็นพีวี ของหนอนเจาะสมอฝ้าย

แปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ ได้นำเชื้อไวรัส เอ็นพีวี หนอนกระทู้ผัก ไปใช้กับ หน่อไม้ฝรั่ง และพืชตระกูลกะหล่ำ อัตราการใช้ 40-50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หากพบว่ามีการระบาดอย่างรุนแรง ให้ใช้ในอัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4 วัน          

          3. โรคพืช ที่พบส่วนใหญ่เป็นโรครากเน่าโคนเน่า และโรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii เป็นเชื้อสาเหตุ ซึ่งพบการทำลายในพืชจำพวก มะเขือ พริก มะละกอ หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว และชมจันทร์ ป้องกันกำจัดโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาซึ่งมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้

                   3.1 คลุกเมล็ด อัตราการใช้ เชื้อสด 10 กรัม หรือ 1 ช้อนแกง คลุกกับเมล็ดพันธุ์น้ำหนัก     1 กิโลกรัมโดยตักเชื้อสด 10 กรัม ใส่ในถุงแล้วเติมน้ำสะอาดเล็กน้อยเพื่อให้คลุกง่ายและเชื้อติดเมล็ดดี คลุกเมล็ดเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ และเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดิน ป้องกันการเกิดเมล็ดเน่า และโรคเน่าระดับดินได้ นอกจากนี้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma harzianum) ที่ติดอยู่กับเมล็ดจะเจริญเข้าสู่ระบบรากพืช ช่วยป้องกันระบบรากพืชไม่ให้เชื้อโรคเข้าทำลาย การคลุกเมล็ดด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Trichoderma harzianum) มีข้อจำกัดบางประการ คือ หลังคลุกเมล็ดแล้วต้องนำไปปลูกทันที ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

                   3.2 ผสมน้ำฉีดพ่น อัตราการใช้ เชื้อสด 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในขณะแดดอ่อน หรือเวลาเย็น โดยรดน้ำให้ดินชื้นก่อนหรือหลังฉีดพ่น อัตราฉีดพ่น 1 ลิตรต่อพื้นที่ 5-10 ตารางเมตร

                   3.3 ใส่บนดิน การใช้เชื้อสดใส่บนดิน โดยหว่านบนแปลงปลูกพืช รองก้นหลุม หรือหว่านรอบบริเวณทรงพุ่มพืช

          ปีงบประมาณ 2556 แปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ ได้ดำเนินการจัดซื้อสุกร จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสม ดูร็อคผสมเหมยซาน เลี้ยงในลักษณะเป็นหมูหลุม ขนาดโรงเรือน 3x4 เมตร ผลิตลูกหมูได้ประมาณคอกละ 10-15 ตัว/รุ่น วัตถุประสงค์การเลี้ยงเพื่อนำมูลสุกรมาใช้ประโยชน์ในด้านทำปุ๋ยหมักเพื่อบำรุงพืชผักภายในแปลงและลดต้นทุนการผลิตด้านการใช้ปุ๋ย โดยนำเศษหญ้าหรือใบไม้แห้ง ฟางข้าวหรือพืชตระกูลถั่วที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว และมูลสุกร ที่ได้ภายในศูนย์ฯ ทำเป็นปุ๋ยหมัก ดังนี้

ส่วนผสมของวัสดุในการทำปุ๋ยหมัก จำนวน 1,000 กิโลกรัม

เศษหญ้าหรือใบไม้แห้ง    1,000   กิโลกรัม

มูลสัตว์                                200   กิโลกรัม

สารเร่งซุปเปอร์ พด. 1         1   ซอง

วิธีการทำปุ๋ยหมัก

          1. กองเศษพืชให้มีฐานกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 50 เซนติเมตร รดน้ำให้ทั่วกองปุ๋ย

          2. โรยมูลสัตว์ทับและเกลี่ยให้ทั่วกอง

          3. นำเศษพืชมากองทับเพื่อทำชั้นต่อไป ทำแบบชั้นแรก อีก 2-3 ชั้น

          4. ใช้พลาสติกหรือแสลนคลุมเพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น

          5. กลับกองปุ๋ยทุก 15 วัน จนกว่าเศษพืชจะย่อยสลาย และสังเกตว่าปุ๋ยสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ โดยการสอดมือเข้าไปในกองปุ๋ย ถ้าปุ๋ยมีความเย็นแสดงว่านำไปใช้ได้

นอกจากนี้ยังทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เองภายในแปลง พร้อมเลี้ยงไส้เดือนดินเพื่อนำมูลไส้เดือนมาเป็นปุ๋ย โดยวิธีการ ดังนี้

          ส่วนผสมในการทำน้ำหมักชีวภาพจากผักและผลไม้

                   ผักหรือผลไม้               40  กิโลกรัม

                   กากน้ำตาล                10  กิโลกรัม

                   สารเร่งซุปเปอร์ พด.2     1  ซอง

                   น้ำ                          10  ลิตร

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ

          1. ละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง ในน้ำ 10 ลิตร ผสมให้เข้ากันนาน 5 นาที

          2. ผสมเศษวัสดุและกากน้ำตาลลงในถังหมักขนาด 50 ลิตร แล้วเทสารละลายซุปเปอร์ พด.2 ผสมลงในถังหมัก

          3. คลุกเคล้าหรือคนให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง และปิดฝาให้เรียบร้อย หมักทิ้งไว้ 7-10 วัน น้ำหมักจะเริ่มเป็นสีน้ำตาลไหม้ แสดงว่าเริ่มใช้ได้แล้ว เก็บไว้ในที่ร่มสามารถเก็บไว้ได้นาน 6-12 เดือน

วิธีการใช้

ผสมน้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นหรือรด ทุก 10 วัน

การไส้เดือนดิน

          ไส้เดือนที่เลี้ยงเป็นพันธุ์แอฟริกา มีลักษณะพิเศษคือสามารถย่อยสลายเศษซากพืชได้ดี เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว  โดยนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร 

ขั้นตอนการเตรียมดิน

          ใช้ส่วนผสมปุ๋ยคอก : ดิน : เศษพืชผัก อัตรา 2: 1 : 1 คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปใส่ลงบ่อซีเมนต์ ให้มีความหนาประมาณ 15-30 เซนติเมตร รดน้ำให้ชื้นประมาณ 7-10 วัน นำไส้เดือนปล่อยลงบ่อ จำนวน 1 กิโลกรัม/บ่อ และแยกไส้เดือนทุก 45 วัน ปัจจุบันขยายพันธุ์ได้ทั้งหมด จำนวน 3 บ่อ ซึ่งอยู่ในช่วงขยายพ่อแม่พันธุ์

          ผลการดำเนินงานด้านการลงทุนและกำไรสุทธิในแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ มีดังนี้คือ ต้นทุนการผลิต 18,262 บาท (ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยคอก อาหารหมูหลุม ค่าถุงบรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ) รวมรายได้ 28,699 บาท กำไรสุทธิ 10,437 บาท (ตารางที่ 2

 ตารางที่ 1 แสดงชนิดพืชผักที่มีศักยภาพในการผลิตพืชอินทรีย์

ลำดับที่

พืชที่ปลูก

พื้นที่ปลูก

(ตร.ม.)

ผลผลิต

(กก.)

รายรับ

(บาท)

ผลผลิต/ไร่/ปี

(กก.)

1

หน่อไม้ฝรั่ง

172.50

82.60

4,190.00

766.14

2

กุยช่ายขาว

56.40

15.60

1,468.00

442.55

3

พริกไทยอ่อน

210.00

16.50

1,590.00

125.70

4

ชมจันทร์

56.40

24.10

1,620.00

683.70

5

ดอกขจร

75.00

19.80

1,513.00

422.40

 

ตารางที่ แสดงต้นทุนและผลตอบแทนต่อปี จากการผลิตพืชภายในแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์

รายการ

จำนวนเงิน (บาท)

ต้นทุนการผลิต

 

        -  เมล็ดพันธุ์

415

        -  ปุ๋ยคอก

5,000

        -  อาหารหมูหลุม                                                              

        - ถุงบรรจุภัณฑ์

        -อื่นๆ

                           11,819

                           743

                            285

รวมต้นทุน

18,262

รวมรายได้

28,699

กำไรสุทธิ

10,437

 

   1.5 แปลงต้นแบบการปลูกมะละกอ

1. ปีงบประมาณ 2555 ปลูกมะละกอพันธุ์ แขกดำ และพันธุ์ฮอลแลนด์ในวงท่อ รวม 108 ท่อ ปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม 2555 รองก้นหลุมด้วย ดินร่วน แกลบดำ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอินทรีย์  อัตรา  2:1:1    

ใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเมล็ดขนาด  5 กรัมต่อต้น  และเก็บผลผลิตมะละกอดิบ จำนวน  30  กิโลกรัม  

ในช่วงนี้มะละกอเกิดโรค  ไวรัสจุดวงแหวน มีการฉีดธาตุโบรอน  แต่ต้านทานไม่ไหว  ทำให้มะละกอใบเหลือง เหี่ยว ตาย ในที่สุด จึงได้ตัดต้นทิ้ง และนำดินจากวงท่อออกเพื่อผสมปลูกใหม่

2. ปีงบประมาณ  2556  ได้นำมะละกอพันธุ์แขกดำและฮอลแลนด์ มาปลูกในวงท่อ รวม 108 ท่อ ปลูกช่วงเดือน  มิถุนายน 2556  หลังปลูกมีการคลุมฟาง  ที่โคนต้นและดูแลรดน้ำ

 

    1.6 ต้นแบบการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

                   ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีแปลงต้นแบบการผลิตพืชผัก พืชสมุนไพร สัตว์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แปลงเหล่านี้เมื่อขยายผลสู่เกษตรกรแล้ว มีผลผลิตออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถขายได้หมดในทันที่ งานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จึงนำผลผลิตเหล่านี้มาแปรรูปเพื่อเป็นการถนอมอาหาร และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตร ในปีงบประมาณ 2556 ศูนย์ฯ ได้พัฒนาการแปรรูปกล้วย มะนาวและพืชสมุนไพร ชนิดต่างๆ ดังนี้

          1. กล้วยตากอบน้ำผึ้ง ใช้กล้วยน้ำว้าสุกเป็นวัตถุดิบผลิตได้ 1,585 กล่อง โดยบรรจุกล่องละ 11 ลูก น้ำหนักสุทธิ 200 กรัม ต้นทุนการผลิต 12 บาทต่อกล่อง กำไรสุทธิ 8 บาทต่อกล่อง (ขายปลีกกล่องละ 20 บาท)

          2. กล้วยกรอบเค็ม ใช้กล้วยน้ำว้าดิบแก่เป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ จำนวน 1,535 ถุง บรรจุถุงละ 50 กรัม ต้นทุนการผลิต 6 บาทต่อถุง กำไรสุทธิ 4 บาทต่อถุง (ขายปลีกถุงละ 10 บาท)

          3. น้ำมันมะพร้าว ใช้มะพร้าวแก่และแห้งเป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ 90 ขวด โดยบรรจุขวดละ 80 กรัม ต้นทุนการผลิต 30 บาทต่อขวด กำไรสุทธิ 5 บาทต่อขวด (ขายปลีกขวดละ 35 บาท)

          4. น้ำตาลอ้อย ใช้อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 72 เป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ 1,056 ก้อน โดยบรรจุถุงละ 500 กรัม ต้นทุนการผลิต 7 บาทต่อถุง กำไรสุทธิ 18 บาทต่อถุง (ขายปลีกถุงละ 25 บาท)

          5. น้ำอ้อยสด ใช้อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เป็นวัตถุดิบผลิตได้ 1,300 ขวด บรรจุขวดละ 180 ซีซี ต้นทุนการผลิต 4 บาทต่อขวด กำไรสุทธิ 3 บาทต่อขวด (ขายปลีกขวดละ 7 บาท)

          6. สบู่ก้อนสมุนไพร ใช้มะขาม มะนาว ขมิ้นชัน มะละกอสุก ว่านหางจระเข้ และน้ำผึ้งสด เป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ 510 ก้อน ต้นทุนการผลิต 27 บาทต่อก้อน กำไรสุทธิ 8 บาทต่อก้อน (ขายปลีกก้อนละ 35 บาท)

          7. สบู่เหลวสมุนไพร ใช้มะขาม มะนาว ขมิ้นชัน น้ำผึ้งสด เป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ 343 ขวด บรรจุขวดละ 80 กรัม ต้นทุนการผลิต 26 บาทต่อก้อน กำไรสุทธิ 13.5 ต่อขวด (ขายปลีกขวดละ 40 บาท)

          8. ยาหม่องไขผึ้ง (กลิ่นตระไคร้หอม) ใช้ไขผึ้งและตระไคร้หอมเป็นวัตถุดิบ ผลิตได้ 422 ขวด โดยบรรจุขวดละ 50 กรัม ต้นทุนการผลิต 19 บาทต่อขวด กำไรสุทธิ 6 บาทต่อขวด (ขายปลีกขวดละ 25 บาท)

 

    1.7 แปลงต้นแบบการปลูกมะนาวนอกฤดู

เริ่มปลูกมะนาวเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2553 จำนวน 64 ท่อ และปลูกเพิ่มอีก 16 ท่อ รวมเป็น 80 ท่อ พื้นที่ปลูก 2 งาน ใช้ระยะปลูก 3x3 เมตร แบ่งเป็นท่อขนาด 80 เซนติเมตร ปริมาณ 48 ท่อ ท่อขนาด 100 เซนติเมตร จำนวน 32 ท่อ

          ในปี 2555 ได้ทำการปลูกมะนาวเพิ่ม จำนวน 20 ท่อ เป็นท่อขนาด 100 เซนติเมตร โดยปลูกพันธุ์พิจิตร 1, พันธุ์ทูลเกล้า, พันธุ์มะนาวเพชร และปลูกต้นพันธุ์สำหรับของพันธุ์อีกจำนวน 20 ท่อ

การดูแลรักษา มีการใส่ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15  และปุ๋ยสูตร 40 – 0 – 0 ในทุก 15 วันของเดือน  โดยใส่จำนวนต้นละ 100 กรัม พร้อมฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 11 - 8 - 6   ทุกๆ 15 วัน

          การป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมะนาว ตรวจแปลงทุก 2 วัน เพื่อดุการเข้าทำลายโรคแมลง ทำการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูมะนาวทุก 15 วันของเดือน สารเคมีที่ใช้คือ คาร์โบซัลแฟม (พอสซ์)  อัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร และสารแคงเกอร์เอ็กซ์ อัตรา 10 ต่อน้ำ 20 ลิตร สลับการใช้สารสะเดาบด และน้ำส้มควันไม้ในการฉีดใส่แมลงในอัตร 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

          *พันธุ์ที่ปลูกมี แป้นไข่, แป้นพวง,แป้นบุญบันดาล,ตาฮิติ ,มะนาวพวง ,มะนาวสี, มะนาวยักษ์ ,มะนาวไร้เมล็ด,

 พันธุ์ทูลเกล้า, แป้นรำไพ, แป้นธรรมดา

          ปี 2556 ได้กระตุ้นให้มะนาวออกนอกฤดูในเดือน สิงหาคม – กันยายน 2556 จำนวน 49 ท่อ โดยแยกเป็นท่อ 100 เซนติเมตร จำนวน 30 ท่อ และท่อขนาด 80 เซนติเมตร จำนวน 19 ท่อ จากมะนาวจำนวน 100 ท่อ ซึ่งมะนาวกำลังให้ผลผลิตอยู่กำลังเก็บข้อมูล

ผลผลิตมะนาวนอกฤดู

ปีงบประมาณ

ผลผลิตรวม (ลูก)

ผลผลิตเฉลี่ย/ต้น

2554

2555

2556

10,690

20,750

กำลังเก็บข้อมูล

213.8

423.5

รวม

 

 

          หมายเหตุ

                    ปี 2554 กี่ต้น 50 ต้น (ท่อ 100 = 24, ท่อ 80 = 26)

                    ปี 2555 กี่ต้น 49 ต้น (ท่อ 100 = 30, ท่อ 80 = 19)  

 

 

   1.8 แปลงต้นแบบการปลูกกล้วยเศรษฐกิจ

มีพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 1 งาน 47.5 ตารางเมตร ปลูกกล้วยโดยยกร่องมี 14 ร่อง ใช้ระยะปลูก 2X3 เมตร กล้วยที่ปลูกมีกล้วยน้ำว้ากาบขาว 126 ต้น กล้วยน้ำว้านำนิ NO.1 116 ต้น หอมทอง 53 ต้น โดยกล้วยที่ปลูกทั้ง 3 พันธุ์นี้เป็นกล้วยเพาะเนื้อเยื้อและมีกล้วยที่ใช้หน่อปลูกมีกล้วยน้ำว้าต้นสูง 43 ต้น กล้วยไข่ 6 ต้น กล้วยหักมุก 4 ต้น กล้วยหิน 3 ต้น กล้วยพม่าแหกคุก 2 ต้น กล้วยครั่ง 7 ต้น กล้วยเทพพนม 5 ต้น กล้วยหอมทอง 12 ต้น กล้วยเล็บมือนาง    13 ต้น

             การดูแลรักษาเนื่องจากแปลงกล้วยเก่าเกิดโรคตายพรายเมื่อรื้อต้นเก่าทิ้งแล้วจึงปลูกใหม่โดยไถตากดินไว้ 7 วัน แล้วโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วแปลงแล้วไถยกร่องปลูกและเมื่อปลูกก็ใส่ปูนขาวรองก้นหลุมอีกครึ่งกิโลต่อหลุมโดยผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันกับดินปลูกและหน่อพันธุ์ก็ทำการแช่น้ำยาฆ่าเชื้อนาน 10 นาที โดยยาที่ใช้ ยาแคปแทน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยกล้วยปลูกตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2556 การใส่ปุ๋ยจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 และสูตร 15-15-15 สัดส่วน 1:1 ใส่ในอัตราส่วน 10 กรัม ต่อต้นต่อครั้ง  โดยใส่ 1 ครั้งต่อเดือน ให้น้ำทางสายยาง โดยการให้น้ำจะสังเกตดูว่าถ้าดินเริ่มแห้งจะทำการให้น้ำ ปัจจุบันต้นกล้วยอยู่ในช่วงบำรุงดูแลรักษา

             ส่วนในแปลงกล้วยก่อนหน้านั้นได้ทำการฟื้นฟูต้นกล้วยพร้อมทั้งบำรุงรักษาเนื่องจากต้นกล้วยมีความทรุดโทรมอันเนื่องมาจากมีโรคตายพรายและมีด้วงเจาะลำต้นเข้าทำลายต้นกล้วยและช่วงหน้าแล้งมีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้วย อันเป็นสาเหตุให้ต้นกล้วยที่ติดเครือแล้วคอหัก ก่อนที่กล้วยจะแก่แม้ว่าจะใช้ไม้ค้ำต้นกล้วยแล้วก็ตาม สาเหตุต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจึงทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

 

    1.9 ต้นแบบการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ

   ในปีงบประมาณ 2556 ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ดำเนินการเพาะเห็ดในถุงพลาสติก ดังนี้ เห็ดที่เพาะในถุงพลาสติกมี เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดขอนขาว เห็ดหูหนู เห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดยานางิ วัสดุที่ใช้เพาะคือ ขี้เลื้อยยางพารา พบว่าเห็ดแต่ละชนิดให้ผลผลิตรวมและผลผลิตเฉลี่ยต่อก้อน ดังนี้

ชนิดเห็ด

จำนวน (ก้อน)

น้ำหนักรวม (กก.)

น้ำหนักเฉลี่ย/ก้อน (กรัม)

จำนวนก้อนที่เสีย

(ก้อน)

เห็ดนางฟ้า

6,381

1,257.69

210

392

เห็ดนางรม

975

215.05

230

40

เห็ดขอนขาว

4,909

724.5

150

79

เห็ดหูหนู

591

 

 

591

เห็ดเป๋าฮื้อ

593

25.02

90

15

เห็ดยานางิ

600

 

 

600

หมายเหตุ  เห็ดหูหนู เป็นราเขียวและราส้ม เข้าทำลายหมด เห็ดยานางิ มีไรดีดเข้าทำลายหมด

 

  

1.10 แปลงต้นแบบการปลูกผักหวานป่า

                   1. ปลูกผักหวานป่ารุ่นที่1 ในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 95 ต้น โดยใช้กล้าผักหวานป่าที่มีอายุ 1 เดือน โดยปลูกในเดือน กรกฏาคม 2553 การปลูกใช้วิธีการปลูกควบคู่กับต้นตะขบ  เพื่อให้ต้นตะขบเป็นร่มเงาให้กับต้นผักหวานป่าในระยะเริ่มต้น  ปลูกเป็นแถวเดี่ยวริมถนนระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร  ปัจจุบัน (มีนาคม 2557) เหลือต้นผักหวานป่าจำนวน 53 ต้น ตาย 42 ต้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 55.78 %    การวัดการเจริญเติบโตพบว่าต้นที่มีความเติบโตดี มีความสูงตั้งแต่ 150-300 เซนติเมตร มีจำนวน 30 ต้น ที่เหลือมีความสูง 30-100 เซนติเมตร มีจำนวน 23 ต้น

                   2. ปลูกผักหวานป่ารุ่นที่2 ในปีงบประมาณ 2554 จำนวน 95 ต้น โดยใช้กล้าผักหวานป่าที่มีอายุ 1เดือน โดยปลูกในเดือน พฤศจิกายน 2554  การปลูกใช้ปลูกแบบต้นเดี่ยวริมถนนระยะห่างระหว่างต้น 2 เมตร ให้ร่มเงาโดยใช้แสลนพลางแสง 70% คลุมรอบต้น ปัจจุบัน(มีนาคม 2557) เหลือต้นผักหวานป่าจำนวน 18 ต้น ตาย 77 ต้น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 18.95 % การวัดการเจริญเติบโตพบว่าต้นที่มีความเติบโตดี มีความสูงตั้งแต่ 50-100 เซนติเมตร มีจำนวน 5 ต้น ที่เหลือมีความสูง30-50 เซนติเมตร มีจำนวน 13 ต้น

                   3. ปลูกผักหวานป่ารุ่นที่3 ในปีงบประมาณ 2555 จำนวน 900 หลุมๆละ2เมล็ด ปลูกในเดือน พฤษภาคม 2555  การปลูกด้วยเมล็ด ระยะห่างปลูก 2X 2 เมตร ขนาดพื้นที่ 2 ไร่ ให้ร่มเงาโดยปลูกคู่กับถั่วมะแฮะเพราะเป็นไม้โตเร็วจึงสามารถเป็นร่มเงาให้แก่ต้นผักหวานได้ การเจริญเติบโตพบว่า ผักหวานป่าไม่งอก 780 หลุม และงอก120 หลุม ปัจจุบัน(มีนาคม 2557 เหลือต้นผักหวานป่าจำนวน 10 ต้น ตายไป110 ต้น  คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 8.33 % การวัดการเจริญเติบโตพบว่า ต้นผักหวานป่ามีความสูง15-30 เซนติเมตร

                   4. ปลูกผักหวานป่ารุ่นที่4 ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน  800 หลุมๆละ3เมล็ด ปลูกในเดือน มิถุนายน 2556  การปลูกด้วยเมล็ด ระยะห่างปลูก 2X 2 เมตร  ให้ร่มเงาโดยปลูกคู่กับต้นแคและมะรุม เพราะเป็นไม้โตเร็วจึงสามารถเป็นร่มเงาให้แก่ต้นผักหวานได้ และคลุมเข่งไม้ไผ่เพื่อพลางแสงแก่ต้นผักหวานป่า  การเจริญเติบโตพบว่า ผักหวานป่าไม่งอก 614 หลุม และงอก 186 หลุม ปัจจุบัน(มีนาคม 2557) เหลือต้นผักหวานป่าจำนวน 171 ต้น  คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 91.94 % การวัดการเจริญเติบโตพบว่า ต้นผักหวานป่ามีความสูง15-30 เซนติเมตร

  ตารางสรุปการรอดของผักหวานป่า

รุ่นที่

การปลูก

จำนวนทั้งหมด(ต้น)

จำนวนที่งอก(ต้น)

จำนวนที่ไม่งอก(ต้น)

จำนวนที่ตาย(ต้น)

จำนวนที่เหลือ(ต้น)

อัตราการรอด(%)

1

ใช้ต้นกล้า

95

95

-

42

53

55.79

2

ใช้ต้นกล้า

95

95

-

77

18

18.95

3

ใช้เมล็ด

900

120

780

110

10

8.33

4

ใช้เมล็ด

800

186

614

15

171

91.94

 

รวม

1,890

496

1,394

244

252

 

การดูแลรักษา

          1. ให้น้ำโดยวิธี ลากสายยางรด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และน้ำฝนตามธรรมชาติ

          2. การใส่ปุ๋ยจะใช้ ปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5 กก./ต้น โดยใส่รอบโคนต้น ใส่ปีละ 2 ครั้งคือช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. และต.ค.-พ.ย. ซึ่งไม่เคยใส่ปุ๋ยเคมีเลย

          3. การกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น โดยใช้มือถอน ปีละ3 ครั้ง ช่วงเดือน พ.ค. ก.ค.และ ต.ค.

          4. การกำจัดวัชพืชภายในแปลง  ตัดโดยใช้เครื่องตัดหญ้าปีละ3ครั้ง ช่วงเดือน พ.ค.  ส.ค. และธ.ค.

ปัญหาและอุปสรรค

           1. ปีงบประมาณ 2553-2555 ไม่มีระบบน้ำในการดูแลเรื่องน้ำทำให้ต้นผักหวานป่าตายจำนวนมาก

          2. ปีงบประมาณ 2554 ได้มีการใช้เจลอุ้มน้ำภายในแปลง เพื่อเพิ่มความชื้นแก่ต้นผักหวานป่า แต่ขบวนการวิธีการใส่ต้องขุดเพื่อนำเจลให้อยู่ที่บริเวณรากของผักหวานป่าแต่ ทำให้รากผักหวานป่ากระทบกระเทือนและบางต้นรากขาด จึงทำให้ผักหวานป่าตาย

          3. ปีงบประมาณ 2555 ปลูกผักหวานป่าโดยการไถ 1 ครั้งและขุดหลุมปลูก ทำให้น้ำฝนที่ตกมาในช่วงฤดูฝนพาเมล็ดผักหวานป่าไหลไปสู่พื้นที่ต่ำ เนื่องจากไม่มีการระบายน้ำภายในแปลง และไม้พี่เลี้ยงยังไม่โตเพียงพอที่จะยึดเกาะผิวดินได้

          4. ปีงบประมาณ 2556 การปลูกผักหวานป่ามีอัตราการรอดที่สูง เนื่องจาก มีไถยกร่อง ก่อนปลูกทำให้มีการระบายน้ำที่ดี และมีระบบน้ำเข้ามาช่วยให้ผักหวานป่าได้รับการดูแลรดน้ำตลอดและปริมาณมากกว่าเดิม

          5. การเพาะเมล็ดผักหวานป่าเกิดเชื้อราขณะเพาะทำให้เมล็ดงอกน้อย

ข้อเสนอแนะ

          1. ควรมีการระบายน้ำภายในแปลง

          2. ควรปลูกต้นพี่เลี้ยงก่อนเพื่อให้ต้นพี่เลี้ยงเจริญเติบโตก่อนที่จะนำเมล็ดผักหวานป่าลงปลูก

          3. หลังจากปลูกควรคลุมฟางทันทีเพื่อเก็บความชื้นภายในดิน

          4. ในการเพาะเมล็ดผักหวานป่าควรล้างเมือกออกให้หมด เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราและคลุกยาป้องกันเชื้อรา

           5. หลังจากคลุกยาป้องกันเชื้อรา ควรผึ่งรมในที่ร่มไม่ให้เกิน3วันต้องนำเมล็ดไปเพาะจะทำให้เมล็ดไม่แห้งเกินไปจะทำให้การงอกลดลง

          6. หลังจากเพาะเมล็ดผักหวานป่าควรตรวจดูรากผักหวานป่าใน 5-7 วันแรกทันที ป้องกันรากผักหวานป่าขาดเนื่องจากรากยาวการขนย้ายและการเก็บลำบาก

          7. การนำเมล็ดมาเพาะปลูกเอง จะลดต้นทุนและ การกระทบกระเทือนของผักหวานป่าได้

 

   1.11 แปลงต้นแบบสวนอนุรักษ์กล้วยไม้ป่า

1. ในปีงบประมาณ 2555 ได้มีการนำกล้วยไม้มาจาก ด่านกักกันพืชช่องเม็ก สำหรับมาใช้ในการเพิ่มปริมาณกล้วยไม้ป่าสำหรับการอนุรักษ์ ภายในสวนอนุรักษ์กล้วยไม้ป่า มีการดูแลรดน้ำเพื่อให้กล้วยไม้เกิดรากและดำรงอยู่ต่อไปได้  ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2556) มีกล้วยไม้ที่สามารถออกดอกตามฤดูกาลและสามารถแพร่ขยายต่อไปได้

2. ในปีงบประมาณ 2556 (กุมภาพันธุ์2556) ได้มีการนำกล้วยไม้มาจาก สวพ.4 สำหรับมาใช้ในงานวิจัย หลังจากนั้นมีการคัดแยกสายพันธุ์กล้วยไม้ ดูแลรดน้ำเพื่อให้กล้วยไม้ได้ปรับสภาพและให้ปุ๋ยทางใบ ในทุกเดือน ทำให้กล้วยไม้เริ่มมีการออกดอก ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2556) มีกล้วยไม้ที่สามารถออกดอกตามฤดูกาล และแห้งเหี่ยวตายในบางส่วน

    1.12 แปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทย  พระองค์ทรงมีพระวินิจฉัย ค้นคว้า  สำรวจ  รวบรวมข้อมูล  และทดสอบเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน  พันธุ์พืชสำหรับการอุปโภคและบริโภค  เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในพื้นที่ของตนเองโดยตั้งเป็น “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง  โดยการผสมผสานกิจกรรมพืช  สัตว์  และประมงให้มีความหลากหลาย  นานาพันธุ์  เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน  ลดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต

          โดยทั่วไปการทำการเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝน  ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อความแปรปรวนของดิน ฟ้า อากาศ  ฝนทิ้งช่วงหรือเกิดอุทกภัย  ส่วนพื้นที่ในเขตชลประทาน  ปัญหาเรื่อง “น้ำ” จะน้อย  ยกเว้นมีอุทกภัย  แต่ก็สามารถเลื่อนเวลาเพาะปลูกได้ตามความต้องการ  ดังนั้น “น้ำ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำการเกษตรกรรม  แนวคิดดังกล่าว  พระองค์ทรงได้จัดสัดส่วนการใช้ที่ดินดังนี้  30:30:30:10 

          30%  เป็นแหล่งน้ำ ขุดบ่อเก็บกักน้ำไวใช้ตลอดปี ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อ 1 ไร่  ใช้เลี้ยงปลา                     ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์

          30%  เป็นนาข้าว

          30%  เป็นปลูกพืชผสมผสาน  เช่น  พืชไร่  ไม้ผล  ไม้ยืนต้น

          10%  เป็นที่อยู่อาศัย โรงเรือน, พืชผักสวนครัวสำหรับบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายจ่ายแจก

          ในกรณีที่อยู่ในเขตชลประทาน (เติมน้ำได้) อาจจะปรับสัดส่วนใหม่ เช่น  สระน้ำ 16% นาข้าว 24%  ไม้ผล พืชหลัก พืชไร่  50%  ที่อยู่อาศัย  10%  ก็ได้  ตามความเหมาะสมของพื้นที่หรือพืชนั้นๆ

          ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ได้นำ “ทฤษฎีใหม่”  มาดำเนินการภายในศูนย์ฯ และขยายผลสู่ราษฎรบริเวณใกล้ศูนย์ฯ และขยายไปหลายอำเภออย่างต่อเนื่อง  แปลงของศูนย์ฯ เป็นแปลงที่รับน้ำจากระบบชลประทานมีจำนวน  15  ไร่  จึงจัดสัดส่วน  ดังนี้

         ส่วนที่  1  สระน้ำ จำนวน  3  บ่อ  รวมพื้นที่  2  ไร่ (13.33%) ปล่อยปลากินพืช  เช่น  ปลานิล ยี่สก                           ตะเพียน  เป็นต้น

          ส่วนที่  2  นาข้าว  ปลูกข้าวขาวมะลิ 105  และทดสอบพันธุ์ข้าวพื้นที่  6  ไร่ (40%)

         ส่วนที่  3  ปลูกไม้ผล  เช่น  มะม่วง มะพร้าว มะกอกน้ำ มะตูม ไผ่เลี้ยงหวาน อ้อยโรงงาน และไม้ยืนต้นอื่นๆ  4  ไร่ (26.67%)

          ส่วนที่  4  ที่อยู่อาศัย  โรงปุ๋ยอินทรีย์ คอกปศุสัตว์ โรงเรือนสัตว์ปีก  และแปลงผลิตพืชผัก เช่น                         ชะอม ข้าวโพด และพืชผักหมุนเวียนตลอดทั้งปี  พื้นที่ 2 ไร่ ที่เหลือ 1 ไร่ เป็นถนน คันคู คันนาภายในแปลง (20%)

กิจกรรมที่ดำเนินการในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ของศูนย์ฯ  มีดังนี้

          1. กิจกรรมพืช  ได้แก่

                    1.  แปลงนาข้าว

                          1.1.  ปลูกข้าวหอมมะลิ 105  พื้นที่ 6.03 ไร่ ผลผลิต 1,440  กิโลกรัม เฉลี่ย 240 กิโลกรัม/ไร่               1.2  ปลูกข้าวเปรียบเทียบพันธุ์  พื้นที่ 0.5 ไร่ ได้แก่ พันธุ์ กข.6  กข.12  กข.15 และ กข.33  พื้นที่พันธุ์ละ  50  ตารางเมตร ได้ผลผลิตรวม  82.6  กิโลกรัม  เฉลี่ย ดังนี้

                             กข. 6   17.2  กิโลกรัม   เฉลี่ย  550.4  กิโลกรัม/ไร่

                             กข. 11  15.8  กิโลกรัม   เฉลี่ย  505.6  กิโลกรัม/ไร่

                             กข. 15  14  กิโลกรัม     เฉลี่ย  448  กิโลกรัม/ไร่

                             กข. 33  16.8  กิโลกรัม   เฉลี่ย  537.6  กิโลกรัม/ไร่

                   2.  แปลงไม้ผล  ไม้ยืนต้น

                          2.1  มะม่วง

                             - มะม่วงแก้ว 007  พื้นที่  0.5  ไร่  ปลูกระยะ  8 X 6 เมตร อายุ 16 ปี 

                               ผลผลิต  178  กิโลกรัม   เฉลี่ย  356  กิโลกรัม/ไร่

                             - มะม่วงฟ้าลั่น  พื้นที่  0.50  ไร่  ปลูกระยะ  8 X 6 เมตร อายุ 16 ปี 

                               ผลผลิต  74  กิโลกรัม     เฉลี่ย  148  กิโลกรัม/ไร่

                             - มะม่วงน้ำดอกไม้  พื้นที่  0.5  ไร่  ปลูกระยะ  8 X 6 เมตร อายุ 16 ปี 

                               ผลผลิต  68  กิโลกรัม  เฉลี่ย  136  กิโลกรัม/ไร่

ผลผลิตลดลงเนื่องจากทำการตัดแต่งกิ่งต้นเว้นต้น จำนวนต้นที่เก็บผลผลิตลดลงครึ่งหนึ่ง

                          2.2  มะพร้าว ปลูกริมขอบบ่อ จำนวน 63  ต้น  ผลผลิต 450 ผล เฉลี่ย 7 ผล/ต้น เก็บครั้งเดียวเป็นผลที่ได้คุณภาพในการบริโภค  คิดเป็น  20%  ของผลผลิต  อีก 80% เป็นผลแก่       

                          2.3  มะกอกน้ำ พื้นที่ 0.25 ไร่ ปลูกระยะ 3X4 เมตร มีอายุ 8 ปี ทำการย้ายปลูกรอบขอบสระ

                          2.4  ไม้ยืนต้นอื่นๆ เช่น  มะตูม มะรุม หมาก  เพกา  ปลูกตามที่ว่างและขอบบ่อ

                   4.  พืชหลังนา 

                             - หว่านปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสด  3  ไร่

                             - หว่านถั่วพุ่มม่วงเก็บเมล็ดพันธุ์ 0.25 ไร่

                             - หว่านถั่วพุ่มน่านเก็บเมล็ดพันธุ์ 0.25 ไร่

                             - แบ่งพื้นที่ปลูกถั่วเขียวเก็บเมล็ดพันธุ์ 1.5 ไร่

                             - แบ่งพื้นที่ปลูกถั่วดำเก็บเมล็ดพันธุ์ 0.86 ไร่

                   5.  สร้างยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก

ประโยชน์เป็นที่เก็บข้าว จะมีระเบียบยื่นออกมาทั้งสี่ด้านของยุ้งฉาง เพื่อเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนาไว้ข้างๆ เช่น ไถ คราด ต่างฯลฯ จะสร้างไว้ภายในบริเวณที่ดินใกล้ๆบ้าน เพื่อเป็นที่เก็บข้าวไว้กินไว้ใช้ในช่วงระยะเวลา 1 ปี ต่อไป จนกว่าจะถึงฤดูการเก็บเกี่ยวใหม่ เก็บไว้ ประมาณให้พอดีกับการที่จะเก็บไว้กิน จนถึงที่จะเก็บเกี่ยวในครั้งต่อไป ส่วนเกินก็นำไปขายเก็บเป็นค่าใช้จ่ายในการทำนาครั้งต่อไป

                   6.  แปลงผักสวนครัว

ผักสวนครัว คือผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือที่ว่างต่าง ๆ ในชุมชนต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกไว้สำหรับรับประทานเองภายในครอบครัวหรือชุมชน การปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานจะทำให้ผู้ปลูกได้รับประทานผักสดที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ มีความปลอดภัยจากสารเคมี ลดรายจ่ายในครัวเรือน           

                   7  ปุ๋ยอินทรีย์

                             - ปุ๋ยหมัก  2,000  กิโลกรัม ผลิตได้จากมูลวัวและหมูในฟาร์ม  ผสมเศษหญ้า ใบไม้

                             - ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ  200  ลิตร  ผลิตได้จากหอยเชอรี่และเศษพืชผักผลไม้ในแปลง

                2. กิจกรรมปศุสัตว์

                   1.  การเลี้ยงสุกร  สุกรที่เลี้ยงมี 

พันธุ์เหมยซาน  มีแม่พันธุ์จำนวน  1  ตัว   

ให้ลูกรุ่นที่  1     จำนวน  14  ตัว แจกจ่ายเกษตรกร

ให้ลูกรุ่นที่  2     จำนวน    3 ตัว  แจกจ่ายเกษตรกร

ให้ลูกรุ่นที่  3     จำนวน    9 ตัว เหลือ สุกรรุ่นเพศเมีย 1 ตัว

พันธุ์สุกรป่า  (wild boar)  จำนวนที่เลี้ยง  8  ตัว  เป็นเพศเมีย  6  ตัว  เพศผู้  2  ตัว

พ่อพันธุ์ 2 ตัว ยังสามารถผสมพันธุ์ได้

แม่พันธุ์ 4 ตัว อายุมาก อ้วน ผสมติดยากยังไม่ให้ลูก

แม่พันธุ์หน้ายาว 1 ตัว

ให้ลูกรุ่นแรกจำนวน 9 ตัว

ให้ลูกรุ่นที่สองจำนวน 5 ตัว

แลกเปลี่ยนและแจกจ่ายเกษตรกร เหลือสุกรรุ่นเพศเมีย 1 ตัว

                   2.  การเลี้ยงโคเนื้อ  พันธุ์ที่เลี้ยงเป็นพันธุ์ลูกผสมโคพื้นเมืองกับพันธุ์บราห์มัน  จำนวน  2  ตัว 

เป็นแม่พันธุ์  2  ตัว  กำลังดำเนินการผสมเทียมน้ำเชื้อพันธุ์ทาจิมะ

                   3.  การเลี้ยงไก่ดำภูพาน  เลี้ยงทั้งหมด  20  ตัว เป็นพ่อพันธุ์  6  ตัว  แม่พันธุ์  9  ตัว  ไก่รุ่น  5  ตัว  เลี้ยงแบบขังคอก  3 X 4 ตารางเมตร  ปูพื้นด้วยแกลบดิบ  แม่พันธุ์กำลังออกไข่รอฟัก

                   4.  การเลี้ยงจิ้งหรีดพันธุ์ จำนวน 6 วงท่อซีเมนต์ ท่อเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร

ปล่อยอัตราวงท่อละ 1,500 - 2,000 ตัว ผลผลิตเฉลี่ย 2 กก./วงท่อซีเมนต์     

          3.  กิจกรรมประมง

                   1.  การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์  เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  1  เมตร  มีตาข่ายปิด  เลี้ยง  3  ท่อ  โดยแต่ละท่อปล่อยลูกปลาดุก  อัตรา  50 ตัว/บ่อ ระยะเวลาในการเลี้ยง  90 วันผลผลิตเฉลี่ย 15 กก./ท่อ

                   2. การเลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติก ขนาดบ่อ 2.5 xx 0.50 เมตร อัตราปล่อย 500 ตัว/บ่อ

ผลผลิตเฉลี่ย 54.5 กก.

                   3. การเลี้ยงกบบ่อพลาสติก ขนาดบ่อ 2.5 xx 0.50 เมตร อัตราปล่อย 500 ตัว/บ่อ

ผลผลิตเฉลี่ย 25 กก.      ปัญหาที่พบ นกเป็นศัตรูที่สำคัญมาจิกกินลูกกบ การแก้ไข ปิดบ่อด้วยผ้าเขียวทั้งหมด

                   4.  การเลี้ยงปลาน้ำจืดในบ่อดิน  มีสระน้ำ  3  บ่อ 

บ่อที่  1  ขนาด 0.5 ไร่    เลี้ยงปลากินพืช เช่นปลาทับทิม ปลานิล   

บ่อที่  2  ขนาด 0.5 ไร่.  เลี้ยงปลากินเนื้อ  เช่น  ปลาดุก ปลาสวาย ปลาเทโพ         

บ่อที่  3 ขนาด  ไร่     ปล่อยปลาธรรมชาติ  เช่น ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลาไน

3 บ่อ พื้นที่ 2 ไร่ จุน้ำได้ 11,560 ลูกบาศก์เมตร

@spkphusing