เอกสารน่าสนใจ

การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105

วัสดุและอุปกรณ์

1.             เมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105

2.             ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8

3.             จอบ

4.             เคียว

5.             รถไถนาเดินตาม

6.             สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง

          1.การเตรียมแปลงกล้า ควรกำจัดข้าวเรื้อที่เกิดจากเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นตกค้างในแปลงนาโดยการไถพรวน แล้วปล่อยน้ำให้ข้าวเรื้องอก จากนั้นไถคราดกำจัดข้าวเรื้อออกให้หมด โดยแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์ดีนั้น ควรจะปลูกข้าวพันธุ์เดิมซ้ำทุกๆปี

                2. การเตรียมแปลงปักดำ ไถดะเริ่มไถเมื่อฝนตกครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองไถแปรห่างจากไถครั้งแรก 1 เดือน ควรมีการกำจัดข้าวเรื้อ เช่นเดียวกับแปลงกล้า และปักดำข้าวกอละ 3 ต้น ระยะห่างประมาณ 25 เซนติเมตร เว้นระยะระหว่างพันธุ์ 1 เมตร หรือคนละกระทงนา มีการใส่ปุ๋ยบำรุง ได้แก่ สูตร 16-20-0 หรือ 16-16-8 อย่างน้อยไร่ละ 20-25 กิโลกรัมต่อไร่

                3. การกำจัดข้าวปน ควรทำ 3 ครั้ง คือ

- ครั้งแรก ระยะแตกกอ โดยดูจากลักษณะการแตกกอ การชูใบ ความสูงสีของใบและต้น ถ้าพบต้นที่ผิดปกติ ควรตัดกอหรือต้นข้าวนั้นทิ้ง

- ครั้งที่ 2 ระยะออกดอกให้ตัดกอข้าวหรือต้นข้าวที่ออกดอกผิดเวลากับต้นข้างเคียง

- ครั้งที่ 3 ระยะข้าวส่วนใหญ่สุกเหลืองให้ตัดข้าวที่มีลักษณะเมล็ดผิดปกติทิ้งไป

                4. เก็บเกี่ยวข้าวทันทีที่เมล็ดสุกจัด แล้วนำไปนวดทันทีไม่ควรตากฟ่อนข้าวทิ้งไว้ในแปลงนา เพราะอาจจะถูกฝนทำให้เมล็ดข้าวเสื่อมคุณภาพได้

                5. การนวดข้าว-การตากข้าว ควรแยกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ออกจากข้าวพันธุ์อื่นๆ เมื่อตากแดดแห้งดีแล้วฝัดให้สะอาดและบรรจุลงกระสอบเก็บไว้ในที่ร่มแห้งและเย็น

การเก็บเกี่ยว

                1. เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม คือ ระยะที่ข้าวออกดอกแล้วประมาณ 30-35 วัน โดยรวงจะโน้มลง เมล็ดในรวงมีสีฟางหรือเหลือง โคนรวงมีเมล็ดเขียวบ้างเล็กน้อย

                2. วิธีการเก็บเกี่ยว ก่อนถึงระยะเก็บเกี่ยว 10 วัน ควรระบายน้ำออกจากแปลงนาเพื่อให้ข้าวสุกแก่พร้อมกัน ส่วนวิธีการเก็บเกี่ยวนั้น สามารถทำได้ทั้งการเกี่ยวด้วยมือ และใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว

การตากข้าว

                เป็นการลดความชื้นในเมล็ดข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ 12-14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อนำไปสีแล้วจะทำให้ได้คุณภาพการสีสูง และสามารถเก็บข้าวเปลือกไว้ได้นาน

ต้นทุนการผลิต

1.              ค่าแรงงาน

       ค่าเตรียมดินและหว่านเมล็ดพันธุ์                                   เฉลี่ย   175 บาทต่อไร่

ค่าแรงเพาะปลูกและดูแลรักษา                                        เฉลี่ย   471 บาทต่อไร่                                                             ค่าแรงเก็บเกี่ยวและปฏิบัติการหลังเก็บเกี่ยว             เฉลี่ย   554 บาทต่อไร่                                                คิดเป็นต้นทุนค่าแรงในการปลูกข้าว ขาวดอกมะลิ 105 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์                                                                                                                                                   รวม 1,200 บาทต่อไร 

2.              ค่าวัสดุ อุปกรณ์อื่นๆ

                ค่าไถเตรียมดินและเมล็ดพันธุ์                                         เฉลี่ย   548 บาทต่อไร่

                ค่าปุ๋ย                                                                                     เฉลี่ย   908 บาทต่อไร่                                            ค่าแรงเก็บเกี่ยวและปฏิบัติการหลังเก็บเกี่ยว     เฉลี่ย   316 บาทต่อไร่                                                    คิดเป็นต้นทุนค่าแรงในการปลูกข้าว ขาวดอกมะลิ 105 เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์                                                                                                                                                            รวม 1,772 บาทต่อไร 

                                                                                  รวมต้นทุนการผลิต  2,972 บาทต่อไร่

รายได้

ผลผลิตโดยเฉลี่ย 450 กก.ต่อ ไร่ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 30 บาท เป็นเงิน 13,500 บาท

ต้นทุน – รายได้ = 10,528 บาท

กำไรสุทธิ เป็นเงิน 10,528 บาทต่อไร่

การปลูกมะนาวนอกฤดู

 วัสดุและอุปกรณ์

1. กิ่งพันธุ์มะนาว

2. วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 80-100 ซม.

3. ดินผสม = ปุ๋ยคอก : ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ อัตรา 3:2:1 หรือ ดินร่วน : ปุ๋ยคอก : ปุ๋ยหมัก : แกลบดำ อัตรา 3:1:1:1

4. ระบบท่อน้ำ / ท่อน้ำหยด

5. ปุ๋ยเคมี สูตร 15 - 15 - 15, 46 - 0 - 0, 12 - 24 - 12,

6. สารเคมีกำจัดโรคและแมลง

วิธีการปลูกและการดูแลบำรุงรักษา

                1. วางบ่อซีเมนต์พร้อมฝา ในบริเวณที่เตรียมไว้ซึ่งมีแสงแดดตลอดวัน ระยะห่างตามเกณฑ์

                2. นำดินที่ผสมตักใส่วงบ่อ กดให้แน่น พูนดอนสูงจากปากบ่อ 20-30 ซม. เผื่อดินยุบตัว

                3. นำกิ่งมะนาวปลูกลงกลางบ่อ โดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 100-150 กรัม/หลุม ใช้ไม้ไผ่ปักหลักกันลมโยก

                4. รดน้ำด้วยสายยางหรือระบบน้ำสปริงเกอร์ หรือระบบน้ำหยด วันละ 1-2 ครั้ง

                5. หลังปลูกมะนาวได้ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15 - 15 – 15 อัตรา 100-150 กรัม ใส่เดือนละ 1 ครั้ง

                6. คลุมโคนต้นด้วยฟางข้าว

                7. หมั่นตัดแต่งกิ่งมะนาวที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง

                8. ค้ำกิ่งมะนาวป้องกันโค่นล้ม

                9. ควรเพิ่มดินปลูกหลังเก็บผลผลิตและตกแต่งกิ่งปีละครั้ง

                10. ควรหมั่นตรวจดูโรคและแมลง หากพบควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรือ สารป้องกันโรคพืชอย่างสม่ำเสมอ

การบังคับให้มะนาวออกดอกและติดผลนอกฤดู

1. มะนาวที่จะบังคับให้ออกดอกควรมีอายุ 8 เดือนขึ้นไป

2. มะนาวที่เคยออกดอกติดผลแล้ว ควรเด็ดออกในช่วงเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม

3. ช่วงเดือน สิงหาคม-กันยายน นำผ้าพลาสติกกันฝน ขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร ยาว 1.5 - 2 เมตร มาคลุมรอบวงบ่อ คลุมไว้ประมาณ 10-15 วัน ถ้าใบมะนาวเริ่มเหี่ยว สลัดใบ ประมาณ 75-80 เปอร์เซ็นต์ ให้เอาพลาสติกออก

4. ให้น้ำพร้อมปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 100-150 กรัมต่อต้น ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะผลิดอกพร้อมใบอ่อน ต้องหมั่นดูแลไม่ให้โรคแมลงทำลาย ในระยะนี้

5. หลังจากมะนาวออกดอกติดผลได้ 4-5 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตมะนาวนอกฤดู

                สำหรับมะนาว 1 ต้น

ต้นทุน

1. ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก                                                                              137         บาท

2. ปุ๋ยเคมี                                                                                                 52        บาท

           3. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช                                                                  8         บาท

           4. ต้นพันธุ์                                                                                             35          บาท

           5. ท่อซีเมนต์ขนาด 100 ซ.ม. + ฝาท่อ                                       375           บาท

                                                                      รวม   607         บาท

รายได้

1. ขายกิ่งตอน                                                                              1,050          บาท

2. ขายมะนาว                                                                                 900           บาท

                                                                     รวม  1,950        บาท

ผลตอบแทน                                                                         เป็นเงิน 1,343 บาท

หมายเหตุ

1. ขายกิ่งตอน      กิ่งละ                      35           บาท (ตอน 30 กิ่ง ต่อต้น)

2.ขายมะนาว        ลูกละ                       2           บาท (มะนาวเฉลี่ย 450 ลูกต่อต้น)

ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตมะนาวนอกฤดู

                                สำหรับพื้นที่ 1 ไร่

                1. พันธุ์ พิจิตร 1 , มะนาวแป้น

2. ระยะปลูก 3x3 ปลูกได้ จำนวน 177 ต้น

3. ต้นทุน                               107,439                บาท

4. รายได้                               345,150                บาท

5. รายได้สุทธิ                      237,711                 บาท

เห็ดเศรษฐกิจ

การเพาะเห็ด

                สูตรอาหารที่ใช้ในการเพาะเห็ด

                                1. ขี้เลื่อยไม้ยางพารา                         100 กิโลกรัม

2. รำละเอียด                                           8  กิโลกรัม

3. ปูนขาว                                                 1  กิโลกรัม

4. ยิปซั่ม                                                0.5 กิโลกรัม

5. ดีเกลือ                                               0.2 กิโลกรัม

6. น้ำ                                                      60 - 70 %

                ขั้นตอนการอัดก้อนเชื้อ

                                1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากันก่อนยกเว้นน้ำ

                                2. เติมน้ำและผสมให้ความชื้นของน้ำเข้ากัน

3. นำส่วนผสมที่ได้มากรอกใส่ถุงเพาะเห็ดใส่พอเต็มจากนั้นทำการอัดถุงเพื่อให้แน่น                        4. นำคอและจุกมาสวมใส่และดึงปากถุงให้แน่นและใช้จุกสำลีปิดฝา

                การนึ่งฆ่าเชื้อก้อนเห็ด

                     - นำก้อนเห็ดมานึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 2.5 - 3 ชั่วโมง

                การเขี่ยเชื้อเห็ด

                     - การเขี่ยเชื้อเห็ดเป็นการย้ายเชื้อเห็ดที่เราต้องการลงในปากก้อนเชื้อเห็ดขั้นตอนการเขี่ยเชื้อต้อง ทำอย่างระมัดระวังต้องมีความสะอาดโดยนำเชื้อเห็ด(เชื้อเห็ดนางฟ้า นางรม เห็ดขอนแล้วแต่ชนิดที่ต้องการ)มาเขี่ยลงก้อนเชื้อเห็ดประมาณ 15 - 20 เมล็ด และนำกระดาษมารัดจุกก้อนเชื้อเห็ดแล้วนำก้อนเห็ดที่เขี่ยขนไปไว้ที่โรงบ่มก้อนเชื้อ

                การบ่มก้อนเชื้อเห็ด

                      - นำก้อนเชื้อเห็ดมาบ่มที่โรงเรือนที่แห้งและสะอาด ก้อนเห็ดแต่ละชนิดจะใช้ระยะเวลาการบ่มไม่เท่ากัน เห็ดนางฟ้าประมาณ 25 - 30 วัน 

                การเปิดดอกเห็ด

                                - ถอดคอถอดจุกออกเพื่อกระตุ้นให้รับอากาศออกชิเจนประมาณ 5 - 7 วัน                          

                     - นำก้อนเห็ดที่กระตุ้นแล้วนำเข้าโรงเรือนเปิดดอกที่เตรียมไว้และรดน้ำให้ชุ่มประมาณ 3 - 5 วัน เห็ดก็จะออกดอก

                                - โรงเรือนขนาด กว้าง x ยาว x สูง = 2 x 4 x 2.5 ม. มีความจุ 1,000 ก้อน โรงเรือนจะต้องมีการถ่ายเทอากาศและเก็บรักษาความชื้นได้ดี ทำการเปิดดอกโดยการดึงกระดาษและคอขวดออก

ตารางเปรียบเทียบอุณหภูมิและอายุการเก็บเกี่ยว

ชนิด

อุณหภูมิที่เหมาะสม (องศาเซลเซียส)

อายุการเก็บเกี่ยวผลผลิต(เดือน)

เห็ดนางรม

28-32

4-5

เห็ดนางฟ้า

28-32

4-5

เห็ดขอน

32-37

5-6

การดูแลรักษา

                รดน้ำที่ก้อนเห็ดและบริเวณโรงเรือน ประมาณ 2 - 3 ครั้ง/วัน (เช้า เที่ยง เย็น)

                ก้อนเห็ดจะมีอายุการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 4 - 5 เดือน

ต้นทุนการผลิต

                ** ก้อนละ 5 บาท (เห็ดทั้ง 5 ชนิด)

ราคาเห็ดที่ศูนย์ฯตั้งราคาและจัดจำหน่ายเอง

เห็ดนางฟ้า           กิโลกรัมละ 60 บาท                                                                                                                                            เห็ดนางรม                 กิโลกรัมละ 50 บาท                                                                                                                                            เห็ดขอน                กิโลกรัมละ 70 บาท                                                                                                               

1. เห็ดนางฟ้า

ผลิต 5,506 ก้อน ได้ผลผลิตรวม 1,100 ก.ก.

                 =เฉลี่ยผลผลิตต่อก้อน 199.78 กรัม

                       =เฉลี่ยมูลค่าต่อก้อน     11.98 บาท

                                       = เฉลี่ยต้นทุนต่อก้อน      5.13 บาท

                                       = เฉลี่ยกำไรต่อก้อน        6.85 บาท

ต้นทุน

ค่าก้อนเชื้อเห็ด 5,506 ก้อนๆละ 5 บาท           เป็นเงิน  27,530 บาท

ค่าก่อสร้างโรงเรือน ขนาด 10x5 เมตร (ใช้ได้นาน 5 ปี) เฉลี่ยปี   เป็นเงิน      766 บาท                                                                                                                                           รวม   เป็นเงิน 28,296 บาท

รายได้  

จำหน่ายกิโลกรัมละ 60 บาท จำนวน 1,100 กก.    รวม   เป็นเงิน 66,000 บาท

                กำไรสุทธิ คงเหลือ      37,707           บาท

2.เห็ดนางรม ผลิต 2,459 ก้อน ได้ผลผลิตรวม 540  ก.ก. 

                                             = เฉลี่ยผลผลิตต่อก้อน 219.6 กรัม

                                                =เฉลี่ยมูลค่าต่อก้อน     10.98 บาท

                                                = เฉลี่ยต้นทุนต่อก้อน      6.11  บาท

                                                = เฉลี่ยกำไรต่อก้อน        4.87  บาท

ต้นทุน

ค่าก้อนเชื้อเห็ด 2,459 ก้อนๆละ 5 บาท            เป็นเงิน 12,295 บาท

ค่าก่อสร้างโรงเรือน ขนาด 6x3 เมตร (ใช้ได้นาน 5 ปี)เฉลี่ยปีละ  เป็นเงิน     544 บาท                                                                                                                                          รวม        เป็นเงิน 12,839 บาท

รายได้  

จำหน่ายกิโลกรัมละ 50 บาท จำนวน 540 กก.  รวม        เป็นเงิน 27,000 บาท

กำไรสุทธิ คงเหลือ       14,161          บาท

3.เห็ดขอนดำ ผลิต 549  ก้อน ได้ผลผลิตรวม 65.88  ก. 

= เฉลี่ยผลผลิตต่อก้อน 120กรัม

=เฉลี่ยมูลค่าต่อก้อน     8.4 บาท

                                                = เฉลี่ยต้นทุนต่อก้อน    5.54 บาท

                                                = เฉลี่ยกำไรต่อก้อน      2.86 บาท

ต้นทุน

ค่าก้อนเชื้อเห็ด 549 ก้อนๆละ 5 บาท                                                            เป็นเงิน 2,745 บาท

ค่าก่อสร้างโรงเรือน ขนาด 2.5x4 เมตร (ใช้ได้ 5 ปี) เฉลี่ยปีละ              เป็นเงิน    295  บาท

                                                                                                                รวม        เป็นเงิน 3,040 บาท

รายได้  

จำหน่ายกิโลกรัมละ 70 บาท จำนวน 65.88 กก.                         รวม        เป็นเงิน 4,611.6 บาท

กำไรสุทธิ คงเหลือ      1,571.6          บาท

4. เห็ดขอนขาว                                                                                                                                                                                   ผลิต 557 ก้อน ได้ผลผลิตรวม 66.84ก.

= เฉลี่ยผลผลิตต่อก้อน 120กรัม

=เฉลี่ยมูลค่าต่อก้อน     8.4 บาท

                                                = เฉลี่ยต้นทุนต่อก้อน    5.5 บาท

                                                = เฉลี่ยกำไรต่อก้อน      2.87 บาท

ต้นทุน

ค่าก้อนเชื้อเห็ด 557 ก้อนๆละ 5 บาท             เป็นเงิน 2,785 บาท

ค่าก่อสร้างโรงเรือน ขนาด 2.5x4 เมตร (ใช้ได้ 5 ปี) เฉลี่ยปีละ  เป็นเงิน    295  บาท                                                                                                                                          รวม        เป็นเงิน 3,080 บาท

รายได้  

จำหน่ายกิโลกรัมละ 70 บาท จำนวน 66.84 กก.                         รวม        เป็นเงิน 4,678.8 บาท

กำไรสุทธิ คงเหลือ       1,598.8     บาท

 การปลูกยางพารา

 

วัสดุและอุปกรณ์

                1. พันธุ์ยาง เช่น RRIT 251 RRIM 600

                2. จอบ

                3. เชือก

                4. ปุ๋ยเคมี สูตร 30-5-18 หรือ 29-5-18 หินฟอสเฟต และปุ๋ยคอก

                6. สารเคมีกำจัดวัชพืช สารป้องโรคและแมลง     

พันธุ์ยางที่เหมาะสม

                สถาบันวิจัยยาง 251 และ อาร์อาร์ไอเอ็ม 600

การเตรียมดินและการปลูก

                - ไถพลิก ไถพรวน อย่างน้อย 2 ครั้ง

                - วางแนวปลูกตะวันออก - ตะวันตกระยะปลูก 2.5 x 7 เมตร หรือ 3 x 7 เมตร หรือ 3 x 6 เมตร ขนาดของหลุม 50 x 50 x 50 ซม.

 - รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหินฟอสเฟต หลุมละ 170 กรัม ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 5 กก./ต้น ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน

การดูแลรักษา

                - คลุมโคนเพื่อรักษาความชื้นในดิน ในช่วงปลายฤดูฝน - ฤดูแล้ง โดยใช้ฟางข้าวเศษซากพืช

                - พื้นที่ระหว่างแถวยางควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วแซมเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุและป้องกันการชะล้างพังทลายและควบคุมวัชพืช

                - ตัดแต่งกิ่งในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน และใช้ปูนแดงหรือสี ทาบริเวณแผลที่ตัด

การให้ปุ๋ย

                                                                                ระยะก่อนเปิดกรีด

ปีที่

อายุต้นยาง

(เดือน)

อัตราปุ๋ย

สูตร 20-10-12

(กรัม/ต้น)

1

2

60

5

80

11

100

2

14,16

110

23

120

3

28,36

180

4

40,47

5

52,59

200

6

64,71

               

ระยะหลังเปิดกรีด

ปุ๋ยเคมีสูตร 30-5-18 หรือสูตร 29-5-18 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน

                การกรีดยาง

1. เมื่อต้นยางมีขนาดเส้นรอบต้นไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร ที่ความสูง 150 เซนติเมตร

2. ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นวัน หรือครึ่งลำต้นสองวันเว้นวัน

3. เปิดกรีดด้วยระดับความสูง 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระนาบและเอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง

4. ติดรางรองรับน้ำยาง ห่างจากรอยกรีดด้านหน้าลงมาประมาณ 30 ซม. และติดลวดรับถ้วยน้ำยางห่างจากรางประมาณ 10 ซม.

5. กรีดให้ลึกใกล้เนื้อไม้มากที่สุด แต่ต้องไม่ถึงเนื้อไม้ เปลือกที่กรีดแต่ละครั้งไม่ควรหนาเกิน 2.5 มม.

6. ควรกรีดตอนเช้า 06.00 – 08.00 นาฬิกา

7.หมั่นลับมีดกรีดยางให้คมอยู่เสมอ

8. หยุดกรีดในช่วงยางผลัดใบจนถึงใบที่ผลิใหม่เป็นใบแก่

 ค่าใช้จ่ายในการปลูกยางพารา ในพื้นที่ 1 ไร่ ระยะปลูก  3x7 เมตร  (76 ต้น/ไร่)

ต้นทุนการปลูกยางพารา

1.ค่าเตรียมพื้นที่

-ไถบุกเบิก  3  จาน                                                                            เป็นเงิน      300                 บาท/ไร่

-ไถพรวน  7  จาน                                                                              เป็นเงิน      250                 บาท/ไร่

2.ค่าวางแนว

-ค่าไม้ชะมบ  100 อัน/60บาท                                                         เป็นเงิน        45.60            บาท/ไร่

-ค่าแรง  1.50 บาท/ต้น x76                                                              เป็นเงิน      114                  บาท/ไร่

-ค่าขุดหลุม  3  บาท/หลุม x 76                                                       เป็นเงิน      288                  บาท/ไร่

4.ค่าใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม

-ค่าปุ๋ย 0-3-0 3.6 บาท/กก. x 5.50                                  เป็นเงิน        19                  บาท/ไร่

-ค่าปุ๋ยคอก  3 บาท/กก. x= 9 x 76                                           เป็นเงิน      684                  บาท/ไร่

-ค่าแรงหว่านปุ๋ย 1 บาท/หลุม x 76                                                 เป็นเงิน       76                   บาท/ไร่

5.ค่าปลูกยาง

-ค่าพันธุ์ยาง 40 บาท/ต้น x 76                                                        เป็นเงิน    3,040                 บาท/ไร่

-ค่าขนส่ง 1 บาท/ต้น x 76                                                               เป็นเงิน        76                 บาท/ไร่

-ค่าแรงปลูก 3 บาท/หลุม x 76                                                        เป็นเงิน      228                 บาท/ไร่

6.ค่าปลูกซ่อมยาง (คิดการตาย 5%)

-ค่าพันธุ์ยาง  50 บาท/ต้น x 4                                                          เป็นเงิน      200                  บาท/ไร่

-ค่าแรงปลูก  6  ต้น x 4                                                    เป็นเงิน       24                   บาท/ไร่

7.ค่าแรงตัดแต่งกิ่งคิดค่าแรงรายวันตามท้องถิ่น                                          เป็นเงิน     200                   บาท/ วัน

8.ค่าแรงปราบวัชพืช

-ค่าดายหญ้า  2 บาท x 76                                                                 เป็นเงิน      152                  บาท/ไร่

-ค่ายาฆ่าหญ้า                                                                                      เป็นเงิน      180                  บาท/ไร่

-ค่าแรงพ่น                                                                                           เป็นเงิน      150                  บาท/ไร่

9.ค่าแรงใส่ปุ๋ย

-ค่าปุ๋ย 6.08 กก./ไร่  กก.ละ 18                                                       เป็นเงิน      109.44           บาท/ไร่

-ค่าแรงใส่ปุ๋ย ต้นละ 1 บาท x 76                                                    เป็นเงิน       76                   บาท/ไร่

รวมต้นทุนการปลูกยาง                                                                     เป็นเงิน   6,212.04              บาท/ไร่

 

เกษตร ทฤษฎีใหม่” 

ต้นทุนการผลิต/ปี

                - ค่าเตรียมดิน                                      10,000 บาท

                - ค่าเมล็ดพันธุ์                                     10,000 บาท

                - ค่าวัสดุอุปกรณ์ปุ๋ยเคมี                       4,000 บาท

                - ค่าขนส่ง                                               2,000 บาท

                - ค่าจ้าง เก็บเกี่ยว ใช้แรงงานในครัวเรือน

                                                รวมเป็นเงิน         26,000 บาท

รายได้/ปี

- ข้าว                                                      36,480 บาท

- ปลา                                                     14,400 บาท

- ไม้ผล พืชผัก พืชไร่                         36,480 บาท

- สัตว์เลี้ยง                                            5,400 บาท

                                รวมเป็นเงิน   182,280 บาท

 

รวมรายได้สุทธิ         เป็นเงิน 156,280 บาท/ปี

ระบบวนเกษตร

โครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ (กรมป่าไม้)

วัสดุอุปกรณ์

                1. จอบ เสียม มีด

                2. ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมี

                3. เมล็ดพันธุ์พืช กล้าไม้ผล

รูปแบบวนเกษตร     เป็นรูปแบบที่เหมาะสมและยั่งยืนถาวร  เหมาะสมกับพื้นที่ เพิ่มผลผลิต

ระบบไม้ป่า-กสิกรรม

การคัดเลือกพื้นที่   พื้นที่ในการดำเนินการ จะแบ่งออกตามส่วนของการใช้ประโยชน์ที่ ดิน เนื้อที่ประมาณ 16  ไร่

พื้นที่มีลักษณะลาดชันภูเขา  ประมาณ 25 องศา  พื้นที่ด้านล่างมีลักษณะ เป็นคลองน้ำเล็กๆ  ที่รับน้ำที่ไหลจากด้านบนลงสู่ด้านล่าง  เมื่อฝนตกหนักเกิดการกัดเซาะ และดินพังทลายทุกปี  ดังนั้น อันดับแรกในการแก้ไขพื้นที่ คือ การปรับปรุงโครงสร้างของพื้นที่  มีการปรับพื้นที่ให้มีพื้นที่เป็นชั้นๆ  เพื่อลดการไหลบ่าของน้ำ  ขุดบ่อน้ำขนาดเล็กเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้  และชะลอความเร็วของน้ำ  มีการลอกคลองด้านล่างเพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำ  และปลูกหญ้าแฝกเพื่อยึดหน้าดินไว้การปลูกพืชในพื้นที่  เน้นการปลูกไม้ผลกับไม้ป่า  โดยปลูกกล้วยเพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับไม้ผล  ไม้ผลที่ปลูก  เช่น ทุเรียน ลำไย  เงาะ ส้มโอ มะยงชิด ฯลฯ  ไม้ป่า  เช่น  สักทอง  ยางนา  แดง  เป็นต้น  ไม้ใช้สอย  เน้นปลูกไม้ไผ่  เป็นหลัก

การคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ ที่เหมาะสมในการทำระบบวนเกษตร

                ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ในการส่งเสริมระบบวนเกษตร  ได้รวบรวมผลงานของศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนศาสตร์ชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้  ที่ได้ศึกษาชนิดพันธุ์ไม้ที่อำนวยประโยชน์ให้กับเกษตรกรประสบความสำเร็จในการปลูกพืชเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นไม้ป่า  ไม้ผล  และพืชสมุนไพรต่างๆ ตลอดจนสร้างรายได้และการส่งเสริมทางด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วยพืชที่ควรส่งเสริมในการจัดทำระบบวนเกษตรในพื้นที่อำเภอภูสิงห์ เน้นการปลูกไม้ 3 ประโยชน์  4  ตามแนวพระราชดำริ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของแต่ละบุคคลการปลูกป่า 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง  ในระบบวนเกษตรจะเน้นความหลากหลายของชนิดพืชในลักษณะของพืชที่มีความแตกต่างของระดับเรือนยอดและระบบรากที่มีการกระจายตัวอย่างเหมาะสมตามลักษณะการอยู่ร่วมกันของต้นไม้ในป่าธรรมชาติ  โดยพืชแต่ละชนิดมีบทบาทและลักษณะที่มีความเหมาะสมแตกต่างกันและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล 

พืชในระบบวนเกษตรพอจะแบ่งออกตามฐานะและบทบาทได้ดังนี้

1.             พืชพี่เลี้ยง  เป็นพืชที่ช่วยบดบังแสงแดดให้กับต้นไม้หลักในระยะแรกของการปลูกต้นไม้ระยะ 1- 2  ปี  เช่น กล้วย 

2.             พืชระดับบน  ส่วนมากจะมีเรือนยอดโปร่งและสูง  ได้แก่  หมาก  มะพร้าว

3.             ไม้ผลทรงพุ่ม  ได้แก่  ขนุน  มะม่วง  มะขาม  ลำไย  เป็นต้น

4.             ไม้ผลทรงพุ่มเตี้ย  ได้แก่  ฝรั่ง  ละมุด  มะนาว  เป็นต้น

5.             พืชผัก  ปลูกผัก  ผลผักในระหว่างที่ไม้ผลต่าง ๆ  ยังไม่ให้ผลผลิต

6.             พืชไร่  สามารถปลูกพืชไร่รวมกับการทำวนเกษตรได้  เช่น  ปลูกพืชตระกูลถั่ว  สับปะรด  ข้าวโพด

7.             พืชพื้นบ้านชั้นล่าง  เช่น  ขิง  ข่า  ตระไคร้  กระชาย  กระบุก  อีลอก   กลอย  เป็นต้น

8.             พืชสมุนไพร  เช่น  ฟ้าทะลายโจร  ไพล  ขมิ้นชัน  เป็นต้น

9.             ไม้กันลม  ไม้ใช้สอย  ไม้พวกนี้ปลูกเป็นแนวตามขอบเขตของพื้นที่  เช่น ประดู่ สะเดา กระถินณรงค์    ไผ่  ยางนา

                                                  การทำการเกษตรในระบบวนเกษตร

                การใช้ที่ดินผสมผสาน ความกลมกลืนให้เกิดขึ้นระหว่างกิจกรรมป่าไม้กับกิจกรรมการเกษตรต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของที่ดิน เพื่อรักษาและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำเป็นระบบที่ก่อให้เกิดผลผลิตที่หลากหลาย และมีความยั่งยืน ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว

ต้นทุนการผลิตจากการทำระบบวนเกษตร

ลำดับที่

รายการ

ค่าใช้จ่าย

หมายเหตุ

ปีที่ 1

ปีที่ 2

ปีที่ 3

ปีที่ 4

ปีที่ 5

ปีที่ 6

ปีที่ 7

 

1

เตรียมพื้นที่/ไถ/ปรับพื้นที่

450

 

 

 

 

 

 

 

 

-          ขุดบ่อ

12,000

 

 

 

 

 

 

 

 

-           ค่าพันธุ์สัตว์/หมู/ไก่

2,500

 

 

 

 

 

 

 

2

การปลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-          ค่าเมล็ดพันธุ์

2,000

 

 

 

 

 

 

 

 

-          ค่าปุ๋ยคอก

500

 

 

 

 

 

 

 

 

-          ปุ๋ยเคมี

980

 

 

 

 

 

 

 

 

-          แรงงาน

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

 

3

การบำรุงรักษา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-          ปุ๋ยอินทรีย์

500

 

 

 

 

 

 

 

 

-          การให้น้ำ/ค่าไฟ/เครื่องสูบน้ำ

627

627

627

627

627

627

627

 

 

-          แรงงาน

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

3,478

 

 

ต้นทุนการผลิต/ปี

26,513

7,583

7,583

7,583

7,583

7,583

7,583

72,011

4

ผลผลิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-          กล้วย

12,460

12,460

12,460

12,460

12,460

12,460

12,460

 

 

-          ผักสวนครัว

300

300

300

300

300

300

300

 

 

-          ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยคอก

1,500

1,500

1,500

1,500

1,500

1,500

1,500

 

 

-          ลูกกล้วย

 

1,000

1,000

1,000

1,000

1,000

1,000

 

 

-          ปลา

 

 

500

500

500

500

500

 

 

-          ไม้ไผ่

 

 

 

200

200

200

200

 

 

-          หน่อไม้

 

 

 

1,000

1,000

1,000

1,000

 

 

-          ไม้ยืนต้น/ไม้ป่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายได้

14,260

15,260

15,760

16,960

16,960

16,960

16,960

113,120

 

รายได้สุทธิ

-12,253

7,677

8,177

9,377

9,377

9,377

9,377

41,109

*มูลค่าผลผลิตจากไม้ป่า/ไม้ยืนต้น เป็นเงินสะสม 

การเลี้ยงปลานิลในกระชัง

วัสดุอุปกรณ์

1.             กระชัง

2.             วัสดุทำกระชัง ได้แก่ ไม้ไผ่ แกลลอน เชือก เป็นต้น

3.             อาหารปลา

การเลือกสถานที่

               1. แหล่งน้ำที่ใช้เลี้ยงควรเป็นแหล่งน้ำที่มีความสมบูรณ์ มีช่วงการส่องผ่านของแสงในน้ำระหว่าง  50-100  เซนติเมตร

               2. คุณสมบัติน้ำต้องเหมาะสมในการดำรงชีวิตของปลา

                3. น้ำต้องมีการถ่ายเทได้ดี จะอาศัยการถ่ายเทน้ำผ่านกระชังเพื่อพัดของเสียออกไปนอกกระชัง

               4. น้ำควรมีความลึกพอสมควร และบริเวณที่ลอยกระชังควรห่างไกลจากชุมชน

 

การสร้างกระชัง

 กระชังที่ใช้เลี้ยงต้องมีความแข็งแรง  สามารถรองรับปลาที่โตเต็มที่  และต้องคำนึงถึงปัจจัยบริเวณแหล่งน้ำไหล  บริเวณที่มีลมแรงต้องมีความคงทนและแข็งแรง ซึ่งกระชังโดยทั่วไปเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีความลึกประมาณ  2.0 เมตร 

ระยะที่

ขนาดปลา

ขนาดกระชัง

อัตราการ

ปล่อยปลา

 

ระยะเวลา

การเลี้ยง

(วัน)

อาหารและการให้อาหาร

 

1

อนุบาลปลา

ขนาด 2-3 ซม.

16 ช่องต่อนิ้ว หรือกระชังที่ทำจากเนื้ออวนขนาดตา  0.5 ซม

เลี้ยงในน้ำไหล

1,000 ตัว/ลบ.

25-30

ให้อาหารโปรตีน 40%  วันละ20%ของน้ำหนักปลา

2

20 ก.- 50 ก.

กระชังขนาดตา 

1.5  ซม.

เลี้ยงในน้ำไหล 800 ตัว/ลบ.ม เลี้ยงในน้ำนิ่ง 100 ตัว/ลบ.

1

อาหารโปรตีน 32%  วันละ 6-8% ของน้ำหนักปลา

3

50 ก. ขึ้นไป

กระชังขนาดตา 1 นิ้ว

ทำจากเนื้ออวนไนล่อนเชือกเบอร์ 15

เดือน เลี้ยงในน้ำไหล 100 ตัว/ลบ.ม เลี้ยงในน้ำนิ่ง 50 ตัว/ลบ.

3-5

ให้อาหารโปรตีน 30%  วันละ 3-4% ของน้ำหนักปลา

 

การจับปลาเพื่อจำหน่าย

เมื่อปลาที่เลี้ยงได้ขนาดตลาด ควรจับขายทันที  และควรจับให้หมดทีละกระชัง เพื่อเป็นการประหยัดค่าอาหาร และการจับปลาในกระชังเดียวกันบ่อยๆ ทำให้ปลาไม่กินอาหาร  ตลอดจนทำให้ปลาเกิดแผลและก่อให้เกิดโรคตามมา

การเลี้ยงปลานิลในกระชัง

ปัจจุบันการเลี้ยงปลานิลในกระชังเป็นที่นิยมจากเกษตรกรเนื่องจากให้ผลผลิตสูง ปลานิลเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงง่าย มีความอดทน เป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นการใช้ประโยชน์ จากแหล่งน้ำทั่วไป หากปล่อยปลาในอัตราที่เหมาะสม จะทำให้ปลามีอัตราการเจริญเติบโต ที่ดีขึ้น สามารถช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงให้สั้นลงได้

การเลือกสถานที่เลี้ยงปลาในกระชัง ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์มีการถ่ายเทของน้ำ ในกระชัง เพื่อพัดเอาของเสียออกนอกกระชัง แหล่งน้ำควรมีความลึกพอสมควร และควรห่างไกลจากชุมชน ระยะเวลา 4 - 5 เดือน

ต้นทุนการผลิตการเลี้ยงปลานิลในกระชัง

1.             พันธุ์ปลานิล จำนวน 1,000 ตัวๆละ 3 บาท                           เป็นเงิน  3,000 บาท

2.             ค่าวัสดุกระชัง ขนาด 5 x 5 เมตร ใช้ได้ 3 ปี                         เป็นเงิน  2,500 บาท

3.             อาหารชนิดเม็ด จำนวน 1,000 กก.ๆละ 250 บาท               เป็นเงิน 25,000 บาท

4.             วิตามิน ยาปฎิชีวนะ                                                                   เป็นเงิน   1,000 บาท

                                                                รวม        เป็นเงิน 31,500 บาท

รายได้

                จำหน่ายปลานิลทั้งหมด 700 กิโลกรัมๆละ 80 บาท                   เป็นเงิน 56,000 บาท

 

ผลตอบแทน                                                        

                ต้นทุนการผลิต  - รายได้                                                   รวม        เป็นเงิน 24,500 บาท

                               

การเลี้ยงกบแบบกระชัง(มุ้ง)

 

วัสดุอุปกรณ์

1. พลาสติก 15 ตรม.                                                                         

2. ตาข่ายมุ้งเขียว 1 ม้วน                                                   

3. อาหารชนิดเม็ด 80 กก.

วิธีการเลี้ยงแบบกระชัง (มุ้ง)

-          ขุดหลุมขนาด 4x2 เมตร ลึก 50 เซนติเมตร รองพื้นหลุมด้วยพลาสติก

-          ฝังเสาหลัก 4 มุม ล้อมรอบบ่อด้วยมุ้งเขียว สูง 1 เมตร

-          แล้วนำลูกกบปล่อยลงไปในบ่อได้เลย ในอัตราส่วน 1 ตารางเมตรต่อลูกกบ 100 ตัว นำโฟมที่เหลือจากการทำรองเท้าลงไปลอยไว้สำหรับให้กบนั่ง

-          หมั่นดูแลเรื่องน้ำไม่ให้เน่าเสีย ถ้าน้ำมีสีเขียวหรือสีคล้ำมากเกินไป ควรเติมน้ำใหม่ลงไป และใช้ EM ช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ ข้อควรระวัง ไม่ควรให้อาหารเหลือหรือมากเกินไป เนื่องจากเป็นสาเหตุทำให้น้ำเน่าเสียง่าย

ระยะเวลาในการเลี้ยง

-          ใช้เวลา 3.5 - 4 เดือน ตั้งแต่ระยะเวลาฟักออกจากไข่จนถึงจับจำหน่ายได้กบขนาด 6-7 ตัวต่อกิโลกรัม

 

การเลี้ยงกบในบ่อพลาสติก (ระยะเวลา 3 เดือน)

 

ต้นทุน

1.       พันธุ์กบ 500 ตัวๆละ 1 บาท                                                     เป็นเงิน    500     บาท

2.       พลาสติก 15 ตรม.                                                                       เป็นเงิน    150/ ปี (ใช้ได้ 3 ปี)

3.       ตาข่ายมุ้งเขียว 1 ม้วน                                                 เป็นเงิน    220     บาท

4.       อาหารชนิดเม็ด 80 กก. กระสอบละ 500 บาท                     เป็นเงิน  2,000    บาท

                จำนวน 4 กระสอบ

รวมต้นทุนทั้งสิ้น                                                เป็นเงิน 2,870     บาท

ผลตอบแทน

                                จำหน่ายกบ 70 กก.ๆละ 90 บาท                     เป็นเงิน 6,300     บาท

กำไรสุทธิ                                                                                              เป็นเงิน 3,430     บาท

อ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50

วัสดุอุปกรณ์

1.             พันธุ์อ้อยสุพรรณบุรี

2.             ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21

3.             จอบ มีด

 

                1. พันธุ์ อ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 ใบสีเขียวเข้ม ลำมีขนาดใหญ่สีเขียวอมเหลือง แตกกอ 5-6 ลำต่อกอ ไว้ตอได้ 3-4 ครั้ง ทนทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 8 เดือน ผลผลิตน้ำอ้อย 4,600-5,200 ลิตร/ไร่ ความหวาน 15-17 องศาบริกซ์ เหมาะสำหรับปลูกทั้งในสภาพที่ดอนและที่ลุ่ม
                2. การเตรียมดิน ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 30-50 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1-2 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง                                                                           - การเตรียมท่อนพันธุ์ ใช้ท่อนพันธุ์อายุ 6-8 เดือน ใช้มีดตัดอ้อยเป็นท่อน จำนวน 3 ตาต่อท่อน แล้วนำไปปลูกทันที       

                3. วิธีการปลูก
                 - วางท่อนพันธุ์ในร่อง ให้มีระยะระหว่างท่อน 50 เซนติเมตร                                                                                                

                - ระยะปลูก ระหว่างร่อง 1.2-1.5 เมตร
                - กลบดินให้สม่ำเสมอ หนา 5 เซนติเมตร

                4. การดูแลรักษา
                การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยเคมีหลังปลูกหรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง ดินร่วนปนทราย ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ครั้งแรกพร้อมปลูก อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่                               การให้น้ำ ให้น้ำทันทีหลังปลูก เพื่อให้อ้อยงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 2-3 สัปดาห์ ในสภาพที่ดอน ให้น้ำประมาณครึ่งร่อง โดยไม่ต้องระบายน้ำออก
                - งดให้น้ำ 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกหนัก

 

ค่าตอบแทน

กรณีขายน้ำอ้อย

น้ำอ้อย                                   4,900     ลิตร/ ไร่

ราคาขาย                                    20  บาท/ลิตร

ผลตอบแทน                  98,000  บาท/ไร่

ต้นทุนการผลิต                     9,600  บาท/ไร่

กำไรสุทธิ                              88,400  บาท/ไร่

กรณีขายลำ

ผลผลิต                                     12       ตัน/ไร่

ราคาขาย                                    4     บาท/กก.

ผลตอบแทน                48,000     บาท/ไร่

ต้นทุนการผลิต              9,600     บาท/ไร่

กำไรสุทธิ                     38,400            บาท/ไร่

 

การเพาะเห็ดในไม้วงศ์ยาง

วัสดุอุปกรณ์

1.             ต้นไม้วงค์ยาง เช่น ตะเคียนทอง กระบาก รัง พะยอม ฯลฯ

2.             จอบ

3.             ถังน้ำ

4.             บัวรดน้ำ

5.             เห็ดระโงกที่แก่จัด

6.             ใบไม้แห้งในตระกูลวงค์ยาง

ขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูกยางนา

                เตรียมพื้นที่ปลูก ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่เลียนแบบป่าธรรมชาติ และเป็นพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี

ขั้นตอนการเพาะเห็ดระโงก

1.             นำเห็ดระโงกที่แก่จัดมาขยี้กับน้ำให้ละเอียด

2.             นำน้ำสปอร์ที่ได้หยอดในถุงเพาะหรือแปลงไม้วงศ์ยางที่มีอายุ 3-5 ปี

3.             หลังหยอดเชื้อรา ประมาณ 1-2 ปี เห็ดระโงกจะเริ่มเกิด

ข้อควรปฏิบัติในการปรับสภาพแวดล้อม

1.             ห้ามใช้สารเคมีในพื้นที่โดยเด็ดขาด

2.             ปริมาณแสงที่ส่องลงพื้นไม่น้อยกว่า 50 %

3.             ปริมาณใบไม้แห้งที่ทับถมไม่เกิน 2 นิ้ว

ปัจจัยที่สำคัญ    การเกิดเห็ดระโงก จะต้องมีสภาพอากาศที่เหมาะสม อุณหภูมิประมาณ 32 องศา อาการร้อนชื้น ซึ่งเห็ดระโงกจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

* เห็ดป่าราคากิโลกรัมละ 200 บาท

มูลค่าผลผลิตจากไม้ป่า / ไม้ยืนต้น เป็นเงินสะสม

 

การปลูกหวายเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อ

วัสดุอุปกรณ์

                1.ต้นหวาย

                2.จอบ

                3.มีด

                4.ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก

การเตรียมพื้นที่ปลูก

   การปลูกกลางแจ้งแบบไม่มีต้นไม้ยืนต้นสำหรับหวายอิงอาศัย

                1. ไถพรวนทั่วพื้นที่เพื่อกำจัดวัชพืชให้โล่งเตียน

2. ระยะปลูก 0.75 x 1.5 เมตร และต้องมีการจัดการแปลงหวายโดยตัดแต่งใบหรือไม่ไว้ให้ยอดยาวเกินไป

3. การขุดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 ซม.

   การปลูกแบบมีต้นไม้ยืนต้นสำหรับหวายอิงอาศัย

                1. ไถพรวนบางส่วนระหว่างแถวของต้นไม้ กำจัดวัชพืชเสียก่อน

2. วางแนวช่องปลูกหวายในพื้นที่ แต่ละช่องปลูกห่างกันประมาณ 6 เมตรขึ้นไป โดยคำนึงถึงว่าต้นไม้ 1 ต้นควรจะให้หวายอิงอาศัย 1 กอ

3. การปลูกสวนป่าควรปลูกไม้ยืนต้นก่อนเป็นระยะเวลา 1 - 6 ปี แล้วแต่ความเหมาะสม ระยะปลูกไม้ยืนต้นไม่ควรแน่นทึบเกิน คือ ระยะ 4 x 8 เมตร และปลูกหวายในระหว่างช่อง 8 เมตร โดยปลูกกลางแดด ซึ่งจะห่างต้นไม้ข้างละ 4 เมตร

4. การเตรียมหลุมปลูกหวายควรมีขนาด 30 x 30 x 30 ซม. ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักผสมดินจากหลุมปลูกเพื่อใช้รองก้นหลุม

   การปลูกหวาย

1. ปลูกหวายในต้นฤดูฝน กล้าหวายที่จะปลูกควรมีความสูงเกิน 40 ซม. และมีใบจริง 4 ใบ ขึ้นไป

2. ปลูกกล้าหวายโดยฉีกถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มรากออกอย่างระมัดระวังอย่าให้ก้อนดินหุ้มรากแตก และวางกล้าหวายลงในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ โดยให้ดินผิวหน้าถุงเพาะชำเสมอผิวดิน จากนั้นเหยียบดินบริเวณหลุมให้แน่น คลุมหลุมที่ปลูกด้วยฟาง เศษหญ้าหรือเศษพืชต่างๆ รดน้ำ

   การดูแลรักษา

                1. ปลูกปีแรก ประมาณ 1 เดือน ควรบำรุงต้นด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก รวมทั้งคลุมรอบโคนต้นด้วยเศษวัชพืชต่าง ๆ

2. ในช่วง 1-2 เดือนแรกต้องปราบวัชพืชรอบต้นหวายมิให้ปกคลุมต้น

3. เมื่ออายุได้ 6-7 เดือน ต้นกล้าเริ่มแตกกอ กลบโคนด้วยดินผสมปุ๋ยคอกเมื่อต้นที่แตกใหม่แข็งแรงดี ควรตัดต้นแรกออกจะทำให้การแตกกอดีขึ้นในปีที่สองและปีต่อๆไป (การดูแลรักษาจะเป็นในระบบเดียวกันคือ ป้องกันไม่ให้วัชพืชปกคลุม และบำรุงต้นหวายด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก)

ตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกร ผู้ปลูกหวายเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อ

                นายสมพวง รัตนพันธ์ อายุ 60 ปี

                บ้านเลขที่ 99 ม. 10 บ้านโคกทุ่งล้อม ตำบลโคกตาล อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ

1.       เริ่มปลูกหวายเมื่อ ปี 2538  จำนวน 600 ต้น

2.       ปลูกร่วมกับไม้ผล มะม่วง ลำไย ส้มโอ ขนุน เนื้อที่ปลูกหวาย 4.2 ไร่ ระยะปลูก 4 x2 เมตร

3.       การตัดหน่อ 4 ครั้ง / เดือน กอละ 1 หน่อ / เดือน จำนวน 1,400 หน่อ/เดือน ราคาหน่อละ 5 บาท รายได้ 7,000 บาท / เดือน 8,4000 บาท  / ปี

4.       การตลาด พ่อค้ามารับซื้อที่ส่วน

5.       แรงงาน ใช้แรงงานในครัวเรือน

 

การผลิตผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ

ผลผลิตจากไหมที่ย้อม

                - เกษตรกร 1 คน สามารถนำไหมมาทอเป็นผ้าไหมได้ประมาณ 10 เมตรต่อครั้ง

- ได้ผ้าไหมประมาณ 5 ผืน

- ผ้าไหมจากการทอ 1 ผืน จะมีความยาว 2 เมตร

- ผ้าไหมจำหน่ายราคาเมตรละ 700 บาท จำนวน 10 เมตร เป็นเงิน 7,000 บาท

ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทน

     ต้นทุนในการผลิต

                ค่าวัสดุอุปกรณ์  2,800 – 3,000  บาท

                รายได้                                    7,000  บาท

                กำไร                       4,000 – 4,200  บาท

การย้อมสีไหม ด้วยครั่ง
      โดยใช้เทคนิค การย้อมร้อน ผสม สารช่วยย้อม

การคัดเลือกวัตถุดิบ  
     - ครั่ง  ใช้รังครั่งที่อายุแก่เต็มที่จะย้อมไหมได้สีแดงสด
     - สารช่วยย้อม มะขามเปียก (รสเปรี้ยวจัด)  สารส้มบดละเอียดก่อนใช้ 

ส่วนผสม

     เส้นไหม         1             กิโลกรัม

     ครั่ง 3             กิโลกรัม

     สารส้ม            50           กรัม

     มะขามเปรี้ยว 150        กรัม

วิธีเตรียมน้ำสีจากครั่ง

1.             แกะไม้ที่ติดมากับรังครั่งออก  ล้างเศษผงออก และโขลก บดครั่งให้ละเอียด

2.             แช่ครั่งด้วยน้ำสะอาด  1  คืน  หรือ นวดด้วยน้ำร้อนเดือด

3.             จากนั้นใช้ตาข่ายและผ้าดิบกรองเอาเฉพาะน้ำสี จากนั้นต้มให้เดือดและกรองด้วยผ้าดิบเอากากที่เหลืออยู่ออกได้น้ำสีสกัดจากครั่ง เป็น สีแดง

วิธีย้อม        

1.             แช่เส้นไหมที่ลอกกาวแล้วในน้ำสะอาดให้อิ่มตัว  แล้วบิดหมาด

2.             นำเส้นไหมแช่ในน้ำสกัดจากครั่ง ไม่ต้องตั้งไฟ (ย้อมเย็น)  นานประมาณ 10 – 15 นาที
จึงนำเส้นไหมขึ้นพัก  ไม่ต้องบิดน้ำสีออก

3.             นำภาชนะใส่น้ำสีจากครั่งขึ้นตั้งไฟจนเดือด จึงเติมสารส้มบดและน้ำมะขามเปียก 
ตรวจดูสีน้ำย้อมให้ได้สีที่ต้องการ (ปรับสีน้ำย้อมด้วยน้ำมะขามเปียก)

4.             ต้มน้ำสีย้อมครั่งให้เดือดอีกครั้ง จากนั้นนำเส้นไหมที่พักไว้ลงย้อม ประมาณ 1 ชั่วโมง

5.             ครบเวลานำเส้นไหมขึ้นผึ่งให้เย็นตัว และแห้งสนิท

6.             ผึ่งเส้นไหมให้แห้งในที่ร่มอีก 3 – 5 วัน  จึงล้างเส้นไหมในน้ำอุ่นผสมน้ำยาเอนกประสงค์

7.             ล้างด้วยน้ำสะอาดจนน้ำใส  และกระตุกเส้นไหมให้เรียงเส้น  ผึ่งให้แห้ง

ขั้นตอนวิธีย้อมด้วยครั่ง

1.             กัดสีเตรียมน้ำย้อม จากครั่ง
- แกะรังครั่งออกจากไม้  และ โขลกบดรังครั่งให้ละเอียด
- ครั่งที่บดละเอียดแล้ว แช่น้ำ 1 คืน จากนั้นนำมากรองผ่านตาข่ายและผ้าดิบเพื่อแยกกากครั่งออก  

2.             การย้อมเส้นไหมด้วยครั่ง
- เติมสารส้ม ลงในน้ำย้อมครั่งที่กำลังเดือด คั้นมะขามเปียกกับน้ำ  เก็บเอากากออก แล้วค่อยๆ เติมในน้ำย้อมครั่ง  สังเกตดู ให้ได้สี ตามที่ต้องการ
- เมื่อเติมน้ำมะขามเปียก และสารส้มแล้ว ต้มน้ำย้อมให้เดือดอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำเส้นไหมที่ย้อมเย็นแล้วลงย้อม แบบย้อมร้อน  นานประมาณ 1 ชั่วโมง
- ย้อมเส้นไหมเสร็จแล้ว จึงนำมาผึ่งให้แห้งสนิท  แล้วล้างในน้ำอุ่นผสมน้ำยาเอนกประสงค์ 1 น้ำแล้วล้างด้วยน้ำให้สะอาดและกระตุกให้ไหมเรียงเส้นได้เส้นไหมสีแดง

 

เทคนิคการย้อมไหมด้วยครั่งให้ได้สีชมพู

       ให้เพิ่มน้ำในน้ำสีสกัดครั่งให้เจือจางลง 5 เท่า หรือ 7 เท่า แล้วย้อมด้วยวิธีเดียวกันกับสีแดงสด  ได้เส้นไหมสีอ่อนลงตามการเจือจางน้ำสี หรือสกัดน้ำสีโดยใช้ ครั่งน้อยลง เช่น ถ้าต้องการสีจางมากๆให้ใช้ครั่งลดลงได้ถึง 10 เท่า เช่นจากการย้อมสีไหม 1 กิโลกรัม ด้วยครั่งให้ได้สีแดงสดใช้ครั่ง 3 กิโลกรัม ถ้าต้องการให้ได้สีขมพูอ่อนให้ลดครั่งลงเหลือ 300 กรัม(ขีด) ส่วนสารส้ม มะขามเปียก ให้ใช้ส่วนผสมเท่ากับการย้อมสีแดงสด คือ สารส้ม 50 กรัม มะขามเปียก 150 กรัม

การย้อมสีไหมด้วยใบไม้
(ใบยูคาลิปตัส, ใบสัก, ใบหูกวาง)

การคัดเลือกวัตถุดิบ   
    - ใบไม้ที่ใช้ย้อมเส้นไหม  ควรเลือกใบไม้ที่สด และไม่ตายนึ่ง  ใบที่แก่เต็มที่จะให้สีเข้ม   ใบอ่อนและยอดอ่อนมักให้สีน้ำตาลอมเขียวอ่อน หรือสีกากีอมเขียว

    - ฝักคูณอ่อน ควรเลือกฝักที่มีสีเขียว ส่วนฝักคูณแก่ควรเลือกฝักที่มีสีน้ำตาลถึงดำ
ส่วนผสม

      เส้นไหม       1             กิโลกรัม

      ใบไม้             7-8         กิโลกรัม

      ฝักคูณอ่อน   8             กิโลกรัม

      ฝักคูณแก่       4             กิโลกรัม

วิธีย้อม

1.             สับใบไม้หรือตำฝักคูณให้เป็นชิ้นเล็กๆ  ละเอียด

2.             นำไปต้มกับน้ำ 40 ลิตร ประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือต้มจนเหลือน้ำสีสกัด 30 ลิตร สำหรับย้อมไหม 1 กิโลกรัม กรองเอากากออก

3.             แช่เส้นไหมที่ลอกกาวแล้วในน้ำสะอาด ให้เส้นไหมอิ่มตัว แล้วบิดหมาด จากนั้นนำเส้นไหมลงแช่ในน้ำสีสกัด ไม่ต้องต้ม (ย้อมเย็น)นานประมาณ 10 – 15  นาที

4.             ยกน้ำสีขึ้นตั้งไฟ จนน้ำสีร้อนจัด จึงนำเส้นไหมที่พักไว้ลงต้มย้อมในน้ำสีประมาณ 1 ชั่วโมง

5.             ครบเวลาแล้ว นำเส้นไหมขึ้นผึ่งให้เย็น บีบน้ำออกให้หมาด แล้วกระตุกให้เส้นเรียงตัว ผึ่งให้แห้ง

6.             เมื่อเส้นไหมแห้ง จึงนำไปล้างในน้ำอ่นผสมน้ำยาเอนกประสงค์ชนิดไม่มีสีและไม่มีกลิ่น อัตราส่วน น้ำยาเอนกประสงค์ 20 ซีซี ต่อน้ำ 8-10 ลิตร นานประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงนำไปล้างน้ำจนเส้นไหมสะอาด บิดให้หมาด กระตุกและผึ่งให้แห้ง ได้เส้นไหมสีน้ำตาล ถ้าต้องการให้เส้นไหมสีเข้มขึ้น หรือ สีดำ ให้นำเส้นไหมที่ย้อมสีแล้วไปหมักโคลน นาน 1 ชั่วโมง ได้โทนสีน้ำตาลดำ ถ้าต้องการให้สีเข้มขึ้น ให้หมักโคลนได้หลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ให้เกิน 1 ชั่วโมง สำหรับเส้นไหมที่ย้อมด้วยผักคูณอ่อน สามารถย้อมให้สีเข้มขึ้นหรือสีเปลี่ยนไป โดยนำเส้นไหมที่ย้อมแล้วไปแช่ในน้ำปูนใส (น้ำปูนในอัตราส่วนปูนเคี้ยวหมากสีขาว 100 กรัม หรือ 1 ขีด ต่อ น้ำเปล่า 10 ลิตร ผสมทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วเอา เฉพาะส่วนที่น้ำใสมาใช้) ใช้เวลาในการแช่ประมาณ 5 นาที แล้วนำเส้นไหมล้างน้ำจนสะอาด ตามข้อ 6 

การย้อมไหมเพื่อให้ได้สีเหลือง ด้วย แก่นเข

การคัดเลือกวัตถุดิบ 
     - แก่นเข   นิยมใช้ย้อมเส้นไหม  ได้สีเหลืองทอง   ควรเลือกแก่น จากต้นที่มีอายุมากพอควร มีสีเหลืองอมน้ำตาล
     - สารช่วยย้อม    สารส้ม ให้บดละเอียดก่อนใช้

ส่วนผสม

      เส้นไหม       1             กิโลกรัม

      แก่นแข          2             กิโลกรัม

      สารส้ม          50-100 กรัม 

การเตรียม(สกัดสี)น้ำย้อม            

1.             สับแก่นเขเป็นชิ้นเล็กๆ    แช่กับน้ำ 40 ลิตร คืน  แล้วต้มเคี่ยวพร้อมน้ำที่แช่  นาน  3 - 4   ชั่วโมง  ให้ได้น้ำสี  30 ลิตร(สำหรับย้อมไหม 1 กิโลกรัม) กรองเอากากออก ได้เป็นน้ำที่ สีเหลืองเข้มอมน้ำตาล  เติมน้ำในกากต้มเคี่ยวเพิ่มเติม ได้น้ำที่ 2

2.             รวมน้ำสีย้อมที่ 1 และ น้ำที่ ใช้ย้อมเส้นไหม

การย้อมเส้นไหม

1.             นำเส้นไหมที่ลอกกาวไปแช่น้ำให้อิ่มตัวแล้วบิดหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงตัว

2.             แช่เส้นไหมในน้ำสีที่กรองแล้ว แบบย้อมเย็น นาน 10-15 นาที เมื่อครบเวลายกเส้นไหมออกพักไว้ไม่ต้องบีบน้ำสีออก

3.             นำน้ำสีที่เหลือจากการย้อมเย็นขึ้นตั้งไฟ  เติมสารส้มบด  คนให้เข้ากัน และต้มให้เดือดอีกครั้งหนึ่ง

4.             นำเส้นไหมที่ย้อมเย็นแล้วลงย้อมในน้ำสี นานประมาณ ชั่วโมง

5.             ครบเวลาแล้ว นำเส้นไหมขึ้นผึ่งให้เย็น บีบน้ำออกให้หมาด แล้วกระตุกให้เส้นเรียงตัว ผึ่งให้แห้ง

6.             เมื่อเส้นไหมแห้งแล้วจึงนำไปล้างในน้ำอุ่นผสมน้ำยาอเนกประสงค์ชนิดไม่มีสีไม่มีกลิ่น อัตราส่วน น้ำยาอเนกประสงค์ 20 ซี ต่อน้ำ 8-10 ลิตร นานประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงนำไปล้างน้ำจนเส้นไหมสะอาด บิดให้หมาด กระตุกและผึ่งให้แห้ง ได้เส้นไหม สีเหลืองทอง

7.             ถ้าต้องการให้เส้นไหมสีเขียวขี้ม้าให้นำเส้นไหมที่ย้อมสีแล้วไปหมักโคลน นาน 1 ชั่วโมง ได้โทนสีเขียวขี้ม้า ถ้าต้องการให้สีเข้มขึ้น ให้หมักโคลนได้หลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ให้นานเกิน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้ล้างน้ำจนสะอาดและล้างในน้ำอุ่นผสมน้ำยาอเนกประสงค์ชนิดไม่มีสีไม่มีกลิ่น อัตราส่วน น้ำยาอเนกประสงค์ 20 ซี ต่อน้ำ 8-10 ลิตร นานประมาณ 3-5 นาที แล้วจึงนำไปล้างน้ำจนเส้นไหมสะอาด บิดให้หมาด กระตุกและผึ่งให้แห้ง

 เทคนิคการย้อมไหมให้ได้สีเหลืองอ่อน
      ให้เติมน้ำในน้ำสีสกัดสีเหลืองจากแก่นเขให้เจือจางลง 5 เท่า หรือ 7 เท่า แล้วย้อมด้วยวิธีเดียวกันกับสีเหลืองเข้ม จะได้เส้นไหมสีอ่อนลงตามการเจือจางของน้ำสี หรือ สกัดน้ำสี โดยใช้แก่นน้อยลง จะทำให้ย้อมได้สีอ่อนลง แต่ปริมาณสารส้มต้องใช้ในปริมาณเท่าเดิมกับการย้อมสีเข้ม โดยใช้อัตราส่วนสารส้ม 50 กรัม ต่อการย้อมไหม 1 กิโลกรัมต่อน้ำย้อม 30 ลิตร

ครั่งคืออะไร

                ครั่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แลกซิเฟอร์ แลคคา ( Laccifer lacca Kerr ) ครั่งเป็นแมลงชนิดหนึ่งตัวสีแดง ขนาดเล็กมาก อาศัยอยู่บนต้นไม้ ทำรังเป็นยางแข็งหุ้มกิ่งไม้ไว้เพื่อป้องกันตนเองให้พ้นภัยจาก ศรัตรูตัวครั่งมีประโยชน์ ใช้ทำสีสำหรับย้อมผ้าไหม หรือย้อมหน้าฟอกสีได้ รังครั่งมีประโยชน์ ใช้ทำสิ่งของได้หลายอย่างใช้เคลือบผ้าพันสายไฟฟ้า หรือเคลือบเม็ดยาให้เป็นมัน หรือทำสีผสมอาหารก็ได้ นอกจากนั้นยังใช้ทำสิ่งของชนิดอื่นๆได้อีกมากมายหลายชนิด ประโยชน์ที่สำคัญของครั่งคือ ใช้ทำแชลล์แลกสำหรับทาไม้ให้ขึ้นเงางดงามใช้ได้ทนทาน

ครั่ง ถือว่าเป็นของใช้กันมาตั้งแต่โบราณด้วยคุณสมบัติที่จะละลายเมื่อถูกความร้อน และจะแข็งตัวเมื่อเย็นลง คนสมัยโบราณใช้ครั่งสำหรับการปิดผนึกของสำคัญๆ นับตั้งแต่ของส่วนตัวไปจนถึงทรัพย์สมบัติที่มีค่าของประเทศ

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมีเครื่องมือทันสมัยมาทำหน้าที่แทนครั่งได้ แต่ว่าภาระกิจสำคัญๆ ของชาติหลายๆ อย่างก็มีครั่งเข้ามามีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องด้วย

ครั่งนั้นยังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศทีเดียว แต่ว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่สามารถผลิตครั่งส่งออกได้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ส่งออกครั่งได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร บอกไว้ว่า ครั่ง คือ ยางหรือชันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ขับถ่ายออกจากตัวแมลงครั่ง แมลงครั่งจะอาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ใช้เลี้ยงครั่ง และใช้ปากซึ่งมีลักษณะเป็นปากดูดเจาะเข้าไปในกิ่งของต้นไม้เพื่อดูดน้ำ เลี้ยงมาเป็นอาหารและขับถ่ายครั่ง ออกมาจากภายในตัวครั่งตลอดเวลาเพื่อห่อหุ้มตัวเป็นเกราะป้องกันอันตรายจาก สิ่งภายนอก มีลักษณะ นิ่มเหนียวสีเหลืองทอง เมื่อถูกอากาศนานเข้าจะแข็งและมีสีน้ำตาล ครั่งที่เก็บได้จากต้นไม้เรียกว่า ครั่งดิบ ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เรซิน ขี้ผึ้ง สี ซาก ตัวครั่ง และสารอื่น ๆ ส่วนที่ใช้เป็นประ โยชน์ในทางอุตสาหกรรมคือ สีครั่ง และเนื้อครั่ง

เราสามารถใช้ ประโยชน์จากครั่งมากมาย เช่น ใช้สีจากครั่งในการย้อมผ้า ย้อมไหม ย้อมหนังสัตว์ ใช้ครั่งตกแต่งเครื่องใช้เครื่องเรือนให้สวยงาม ใช้เป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณเพื่อรักษาโรคบางชนิด นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมอีกมากมายทีเดียว สุดที่จะพรรณนาไว้ ณ ที่นี้

ปัจจุบันการซื้อขายครั่งได้กระทำกันอย่างกว้างขวาง มีโรงงานผลิตอุตสาหกรรมครั่งในประเทศไทย ส่วนใหญ่โรงงานเหล่านี้จะผลิตครั่งเม็ดเพื่อส่งออกตลาดต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศ ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม และร้านค้าของป่าทั่วไป โรงงานอุตสาหกรรมจะรับซื้อครั่งจากเกษตรกรโดยตรง หรือผ่านคนกลาง ซึ่งมีหน้าที่จัดหาครั่งป้อนโรงงาน สำหรับกรณีที่ปริมาณครั่งไม่มากนัก จะมีการซื้อขายกันตามร้านค้าของป่า ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะทำการรวบรวมครั่งแล้วนำส่งโรงงานเพื่อแปรสภาพต่อไป

การ เลี้ยงครั่งทำได้ ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องมีต้นไม้ที่เหมาะสม ต้นไม้ที่นิยมเลี้ยงครั่งคือต้นจามจุรี ถ้าไม่รู้จักชื่อนี้เพราะไม่ได้จบจุฬาฯ ก็พอจะรู้จักชื่อนี้ไหมล่ะ ฉำฉาหรือว่า ก้ามปูมันก็ต้นเดียวกันนั่นแหละ

ชาเขียวใบหม่อน

 

การผลิตใบหม่อนเพื่อทำชาเขียวใบหม่อน (หม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60)

วัสดุอุปกรณ์

                1.ต้นพันธุ์หม่อน         2. ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก    3. ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8

                4. สารเคมีกำจัดวัชพืช   5. ปูนโดโลไมท์             6. ตู้อบ

                7. จอบ เสียม มีด

                1. การปลูกและดูแลรักษาแปลงหม่อนในปีแรก

                                - ปลูกหม่อนบนที่ดอน โล่งแจ้ง น้ำไม่ท่วมขัง เดือน มิถุนายน

                                - ใช้ระยะปลูก 2.00 x 0.75  เมตร

                                - ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตรา 2,000 กก/ไร่/ปี และปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 อัตรา 100 กก./ไร่/ปี  แบ่งใส่ 3-4 ครั้ง  แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน หว่านปูนโดโลไมท์ให้ทั่วแปลงหม่อนอัตรา 200 กก./ไร่/ปี  หลังปลูก

                                - ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืช ตามความจำเป็นด้วยความระมัดระวัง

                                - ช่วงหมดฝน ควรคลุมแปลงหม่อนด้วยวัสดุอินทรีย์ เช่น แกลบดิบ ฟางข้าว เป็นต้น เพื่อรักษาความชื้นในดิน

                2. การดูแลรักษาแปลงหม่อนปีที่ 2 เป็นต้นไป

                                - ตัดต่ำ สูงจากพื้นดินประมาณ 30 ซม. เดือน เมษายน กลางสูงจากพื้นดิน 80-100 ซม. เดือน กรกฎาคม ตัดแขนง 1 สูงจากรอยตัดกลาง 2-3 ตา เดือน ตุลาคม และตัดแขนง 2 สูงจากรอยตัด แขนง 1  2-3 ตา เดือน มกราคม (ถ้ามีฝนตกมาบ้างในช่วงนี้)

                                - ขุดร่องระหว่างแถวหม่อนด้วยรถไถเดินตาม หลังตัดต่ำ

                                - ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2,000 กก./ไร่/ปี หลังตัดต่ำ

                                - ใสปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 อัตรา 100 กก./ไร่/ปี แบ่งใส่ 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 เดือน

                                - หลังตัดแต่งแต่ละครั้งประมาณ  45 วัน สามารถเก็บใบหม่อนไปทำชาใบหม่อนได้และเก็บใบหม่อนติดต่อกันจนครบอายุ 3 เดือน หลังตัดแต่ง กิ่งหม่อนจะยาวเกินไป เก็บเกี่ยวไม่สะดวก จึงต้องตัดแต่งครั้งต่อไป

                                - ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชตามความจำเป็นด้วยความระมัดระวัง

                                - ช่วงหมดฝนควรคลุมแปลงหม่อนด้วยวัสดุอินทรีย์

 

ขั้นตอนการผลิตชาเขียวใบหม่อนแบบครัวเรือน

                                1.เก็บใบหม่อนจากส่วนยอดประมาณใบที่ 4 ลงมา แต่ไม่แก่เกินไป

                                2.ล้างทำความสะอาด ผึ่งใบที่ร่ม

                                3.เรียงใบหม่อนเพื่อหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด (0.5-1.0) x (3.0-4.0) ชม.

                                4.นึ่งไอน้ำเดือดนาน 1 นาที กลับพลิกใบหม่อนอีก 1 นาที

                                5.นวดใบหม่อนด้วยมือแรง ๆ เพื่อให้เซลใบหม่อนแตกและให้ชิ้นใบหม่อนม้วนตัว คั่วจนกระทั่งแห้ง ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที

                                6.อบใบหม่อนในตู้อบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง เพื่อให้มีความชื้นต่ำกว่า 7 เปอร์เซ็นต์

                                7.บรรจุถุง ซีลปากถุงให้สนิท ป้องกันความชื้น และเก็บให้พ้นจากแสงแดด เพื่อรักษาคุณภาพชา

 

ต้นทุนการผลิตชาเขียวใบหม่อนแบบครัวเรือน

                ประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์ดังนี้

                อุปกรณ์คั่วชาใบหม่อน

                                - แก๊ส 1 ชุด (แก๊สพร้อมถังแก๊ส หัวแก๊สและที่ตั้งหัวแก๊ส)       เป็นเงิน 1,500     บาท

                                - เติมแก๊สอีก  4 ครั้ง/ปี                                                                      เป็นเงิน 1,400     บาท

                                - กระทะคั่วชา ขนาด 30  1 ใบ                                                        เป็นเงิน   400      บาท

                                - มีดและเขียงหั่นใบหม่อน 1 ชุด                                                    เป็นเงิน   100      บาท

                                - หวดและหม้อนึ่ง 1 ชุด                                                                   เป็นเงิน   120      บาท

                                                                รวม                                                                                        3,520      บาท

                วัสดุอุปกรณ์อื่น ๆ

                                - เครื่องปิดปากถุง (seal)  1 เครื่อง                                                  เป็นเงิน 1,200     บาท

                                - ถุงขยายข้าง ขนาด 6”x9” 13 กก.ๆละ 70 บาท                          เป็นเงิน   910      บาท

                                - สลากติดข้างถุง 2,330 แผ่น ๆ ละ 1 บาท                                   เป็นเงิน 2,330     บาท

                                - ตาชั่งละเอียด  1  เครื่อง                                                                  เป็นเงิน   500      บาท

                                - เตาอบไมโครเวฟ  1 เครื่อง                                                            เป็นเงิน 2,500     บาท

                                                                รวม                                                                        เป็นเงิน 7,440      บาท

                                                                รวมทั้งสิ้น                                            เป็นเงิน 10,960   บาท

จะเริ่มผลิตใบหม่อนเพื่อทำชาเขียวใบหม่อนได้ในปีที่ 2 หลังปลูกหม่อน

รวมต้นทุนการผลิตชาเขียวใบหม่อนเมื่อต้นหม่อนเข้าสู่ปีที่ 2  หลังปลูกเป็นเงินทั้งสิ้น 42,870  บาท

ผลผลิตใบหม่อนเพื่อใช้ทำชาใบหม่อนเฉลี่ย     1,400   กก./ไร่/ปี

ใบหม่อนสด  6  กิโลกรัม  ผลิตชาเขียวใบหม่อนได้                   1              กิโลกรัม

พื้นที่  1  ไร่  จะผลิตชาเขียวใบหม่อนได้                                      233         กิโลกรัม

ราคาจำหน่ายชาเขียวใบหม่อน  กิโลกรัมละ                                 400         บาท

พื้นที่  1  ไร่ ผลิตชาเขียวใบหม่อนจำหน่ายได้                             93,200   บาท

                ดังนั้นภายใน  2  ปี  สามารถผลิตชาเขียวใบหม่อนจำหน่ายจะคุ้มทุนและมีกำไร  50,330 บาท

 

แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

กล้วยตากอบน้ำผึ้ง

วัสดุอุปกรณ์       

1. กล้วยสุกงอม / เกลือ / น้ำผึ้งแท้

              2. มีดปลอก  / ตะกร้าหรือหม้อ / กล่องบรรจุหรือถุงบรรจุ

              3. ไม้นวดแป้ง  / ถาด / แปลงทาขนม

ส่วนผสม / กล้วยตากอบน้ำผึ้ง

-          น้ำสะอาด  4 ลิตร /เกลือ 60 กรัม

-          น้ำผึ้ง 700 มิลิตร /กล้วย 3,000 ลูก

ขั้นตอนการแปรรูปผลิตภัณฑ์/กล้วยตากอบน้ำผึ้ง

        1. การเตรียมวัตถุดิบกล้วยตากอบน้ำผึ้ง  โดยการนำเอากล้วยแก่จัดบ่มให้สุกงอม  จากนั้นนำกล้วยสุกงอมล้างน้ำให้สะอาด ปลอกเปลือกกล้วยออก แล้วนำไปล้างน้ำเกลืออีกที เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราในกล้วย

        2. นำกล้วยที่ล้างตากแดด หรือตากที่โรงอบนานหนึ่งแดด  จากนั้นนำมากลึงเพื่อให้เนื้อกล้วยนุ่มจากข้างใน นำไปตากอีกหนึ่งแดด  สังเกตสีของกล้วยจะออกสีน้ำตาล จากนั้นให้นำกล้วยมาทับให้แบนพอประมาณหรือจะไม่ทับก็ได้แล้วแต่ชอบ

        3. นำกล้วยที่ตากแล้วสองแดดมาทานำผึ้ง เพื่อเคลือบผิวกล้วยแล้วนำไปตากอีกหนึ่งแดด เมื่อกล้วยแห้ง เก็บใส่ภาชนะทิ้งให้เย็นก่อนจะทำการบรรจุผลิตภัณฑ์

ต้นทุนการผลิต / กล้วยตากอบน้ำผึ้ง

            กล้วยตาก 1 กล่อง น้ำหนัก 250 กรัม จำหน่ายกล่องละ 20 บาท 

ต้นทุนการผลิตต่อ 1 กล่อง

                             -ค่ากล้วย             7       บาท             

                             -กล่อง บรรจุ       2.09    บาท            

                             -ค่าน้ำผึ้ง           0.55     บาท

                                -ค่าสติกเกอร์         1      บาท

                                -ค่าเกลือ           0.10     บาท

                   รวมต้นทุนการผลิต      10.74    บาท /กล่อง

                             กำไร กล่องละ        9.26   บาท    

                * ใช้เวลาในการผลิต  4  วัน ได้กล้วยตาก  250  กล่อง เป็นเงิน 5,000 บาท

กล้วยกรอบเค็ม

วัสดุอุปกรณ์

         1.กล้วยแก่จัด / เกลือปรุงทิพย์ / น้ำมันปาล์ม

         2.กระทะ / ตระแกรง / ถุงบรรจุ

ส่วนผสม        

-          น้ำสะอาด 3 ลิตร

-          น้ำมะกรูด 6 ช้อน หรือประมาณ 5 ลูกใหญ่

-          น้ำมันปาล์ม 3 ลิตร  (ใช้ทอดกล้วยได้ 8 กก.)

-          เกลือ (ใช้โรยในแต่ละรอบที่ทอดเสร็จ)   

  ขั้นตอนการแปรรูปผลิตภัณฑ์

               1. การเตรียมวัตถุดิบกล้วยกรอบเค็ม โดยการนำเอากล้วยแก่จัดมาปลอกเปลือกแล้วแช่น้ำมะกรูดนาน 5 นาที  เพื่อไม่ให้กล้วยที่ปลอกดำ  นำกล้วยที่แช่แล้วขึ้นผึ่งให้เด็ด

             2. บ่มกล้วยที่เด็ดน้ำแล้วหนึ่งคืน  เพื่อให้กล้วยมีรสหวานขึ้นโดยธรรมชาติ (น้ำตาลจากกล้วย)  จากนั้นนำกล้วยมาใสเป็นแผ่นบางๆ แล้วทอดด้วยน้ำมันปาล์ม (น้ำมันที่ทอดควรร้อนจัด เพื่อไม่ให้กล้วยอมน้ำมัน )

             3. สังเกตสีของกล้วยที่สุกออกสีน้ำตาลแล้วตักขึ้นโรยด้วยเกลือ รอให้เย็นก่อนบรรจุผลิตภัณฑ์ 

ต้นทุนการผลิต / กล้วยกรอบเค็ม

        กล้วยกรอบเค็ม 1 ถุง จำหน่ายถุงละ 5 บาท 

                           - ค่ากล้วย     0.50 บาท                              

                               - ค่าถุง         0.06 บาท

                           - ค่าสติกเกอร์ 1.36 บาท                          

                           - ค่าเกลือ      0.01 บาท

                           - ค่าน้ำมันทอด0.02 บาท                         

                           - ค่าแก๊ส       0.01 บาท

         รวมต้นทุนการผลิต        2.50 บาท

                      กำไร ถุงละ       2.50 บาท

* ผลิตได้ 600  ถุง  เป็นเงิน  3,000 บาท

            กำไรสุทธิ เป็นเงิน  2,685 บาท

 

การเลี้ยงไก่พื้นเมืองในระดับครัวเรือน

วัสดุอุปกรณ์

                1. รางน้ำ

                2. รางอาหารไก่

                3. วัคซีนป้องกันโรค         

                4. วัสดุโรงเรือน

 

โรงเรือน

การเลี้ยงปล่อยเป็นฝูงบนพื้นคอก และทำโรงเรือนแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยคอก คือ เป็นโรงเรือนที่มีลานดิน หรือแปลงหญ้า ล้อมรอบด้วยรั่วที่ทำจากอุปกรณ์ ได้แก่ อวน ตาข่าย ไท้รวกขัดแตะ พื้นคอกปูด้วยแกลบหรือฟางแห้ง โดยสรุป โรงเรียนต้องกันแสงแดด ฝน ระบายอากาศได้ดี ป้องกันลมโกรกและศัตรูของไก่

 

อาหารและการให้อาหาร

1.  อาหารไก่ควรเป็นอาหารสำเร็จรูปที่มีสูตรและให้อาหารครบถ้วนตามความต้องการของไก่ในระยะต่างๆ โดยเกษตรกรสามารถลดต้นทุนอาหารด้วยการผสมอาหารใช้เองจากวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น

2. การให้น้ำควรเป็นน้ำสะอาดและภาชนะใส่น้ำต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ใช้ขวดน้ำชนิดแขวน หรือเลือกขนาดให้เหมาะสมกับอายุ และให้มีจำนวนเพียงพอ

3. ภาชะใส่อาหาร ไก่เล็ก 10 ตัว ใช้รางยาว 20 ซม. ไก่รุ่น 10 ตัว ใช้รางยาว 40 ซม. ไก่ใหญ่ 10 ตัว ใช้รางยาว 1 เมตร

 

การเลี้ยงดู

อายุไก่

การเลี้ยง

อาหาร

0-3 สัปดาห์

เลี้ยงในคอกขัง

อาหารไก่เล็กที่มีโปรตีน

 

4-12 สัปดาห์

เลี้ยงแบบปล่อยฝูงบนคอกดินที่พื้นรองด้วยแกลบ

ขี้เลี้อย หรือฟางข้าว

อาหารผสมระหว่างข้าวเปลือกบดผสมกับอาหารไก่เล็ก /ข้าวเปลือกอย่างเดียว /เศษพืชผักเป็นอาหารเสริม

 

วัคซีนป้องกันโรค

ชนิดของวัคซีน

อายุ

วิธีให้

ระยะภูมิคุ้มกัน

วัคซีนนิวคลาสเซิล

1-3 วัน

หยอดตาหรือจมูก ตัวละ 1-2 หยด

3 เดือน

วัคซีนหลอดลมอักเสบติดต่อ

7 วัน

หยอดตาหรือจมูก ตัวละ 1-2 หยด

3 เดือน

วัคซีนอหิวาต์ไก่

1 เดือน

ฉีดเข้ากล้ามเนื้อตัวละ 1 ซีซี

3 เดือน

วัคซีนฝีดาษ

15 วัน

ใช้เข็มคู่จุ่มยาแทงผนังปีก

1 ปี

 

 

 

 

 ต้นทุนการผลิตไก่พื้นเมือง หนัก 1.8 กก./ตัว  ราคาหน้าฟาร์ม

ต้นทุน

1. ค่าลูกไก่ตัวละ                    10         บาท

2. ค่าอาหาร                          65.85    บาท

3. ค่าแรงงาน                          1.50   บาท

4. ค่ายา-วัคซีน                        1.50    บาท

5. ค่าน้ำ-ไฟฟ้า                       0.58    บาท

6. ค่าวัสดุ-อุปกรณ์โรงเรือน 1.08    บาท

7. ค่าเสียโอกาสเงินทุน         0.90   บาท

รวม        81.41 บาท/ตัว

ต้นทุนเฉลี่ยต่อ กก. ละ (81.41/1.8)   45.23 บาท/กก.

รายได้                                                                                                                                                                                           

ไก่ 1 ตัว น้ำหนัก 1.8 กก.ๆละ 70 บาท          เป็นเงิน  126 บาท

รายได้สุทธิ

        ไก่ 1 ตัว 1.8 กก. กำไร                                         เป็นเงิน  44.59 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

@spkphusing